วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 04, 2550


ศรัทธาชนที่เคารพ

ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮ จบปฏิบัติตามคำสั่งที่พระองค์ทรงใช้และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งห้าม ท่านนบีมุฮำหมัดซอลฯ ได้มาพร้อมกับศาสนาอิสลาม ศาสนาแห่งความจริงที่ประมวลเอากฏข้อบังคับ คำสั่งเสีย คำสั่งใช้ คำชี้แนะต่างๆรวมเข้าด้วยกัน แท้จริงเป้าหมายของอิสลามประการหนึ่ง คือการสร้างสังคมที่สะอาด โดยมีจรรยามารยาทเป็นพื้นฐาน มีความบิรสุทธิ์สะอาดเป็นอุปนิสัย มีความมิดชิดเป็นเครื่องหมาย มีความสงบเสงี่ยมเป็นอาภรณ์ สังคมของอิสลามเป็นสังคมที่ไม่มีการปลุกตัณหาราคะ ไม่มีการกระตุ้นให้เกิดความวุ่นวายอลหม่าน มีการปิดกั้นสื่อที่จะทำให้เกิดการยั่วเย้า อิสลามได้ให้ข้อชี้แนะต่างๆที่ชัดเจน ในเรื่องการสร้างสังคมที่สะอาด โดยให้ความสำคัญกับผู้ศรัทธาที่เป็นสตรีโดยเฉพาะ
ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของสตรีผู้ศรัทธานั้น เกิดขึ้นมาจากศาสนาของนาง มันปรากฏโดดเด่นออกมาด้วยความประพฤติของตัวเธอเอง การที่ถูกปลูกฝังในเรื่องของการสวมใส่เสื้อผ้า การปกปิด ความมิดชิด หลีกเลี่ยงการที่จะนำตัวเองไปสู่ความหายนะและอันตราย
คำว่าฮิญาบนั้น ถูกบัญญัติมาเพื่อที่จะรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ เพื่อปกป้องตัวของสตรีให้พ้นจากการจ้องมองของสายที่ไม่มีเจตนาอันบริสุทธิ์
ข้อกำหนดต่างๆของฮิญาบในคัมภีร์อัลกุรอาน และซุนนะห์ของท่านรอซู้ลซอลฯ มีความชัดเจนในการเรียกร้องเชิญชวนให้ประพฤติตาม โดยไม่ได้จำกัดอยู่ในยุคใดยุคหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง
يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ قُل لِّأَزْوَاجِكَ وَبَنَاتِكَ وَنِسَاء الْمُؤْمِنِينَ يُدْنِينَ عَلَيْهِنَّ مِن جَلَابِيبِهِنَّ ذَلِكَ أَدْنَى أَن يُعْرَفْنَ فَلَا يُؤْذَيْنَ وَكَانَ اللَّهُ غَفُورًا رَّحِيمًا
โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่น เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน ไม่ถูกรังแก และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ
ในอายะห์นี้กล่าวถึง อัลญิลบาบ ก็คือ ทุกสิ่งที่ปกปิดจากส่วนสูงสุดของศรีษะ ไปจรดส่วนต่ำสุดของเท้า จากเสื้อคลุม และทุกสิ่งที่สตรีเอามาห่มบนอกและผ้าคลุมศรีษะของนาง เรียกว่าญิลบ้าบ.
การนำเอาเสื้อลงมาคลุมทั่วทุกส่วนของร่างกายของนาง รวมถึงใบหน้าของนางด้วย ในตัฟซีรของ อิบนุอับบาส รอดิยัลลอฮฯ มีว่าญิลบ้าล ก็คือการปิดใบหน้าโดยเริ่มจากศรีษะของนางโดยจะไม่มีอะไรปรากฏให้เห็นนอกจากตาเท่านั้น
สิ่งที่บรรดา อุมมุ้ลมุสลิมีน ภรรยาของท่านนบีมุฮำหมัดซอลฯ ถูกใช้ให้กระทำนั้น บรรดาภรรยาของผูศรัทธาทั้งหลายก็ถูกใช้ให้กระทำด้วยทุกคน


يَا نِسَاء النَّبِيِّ لَسْتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ النِّسَاء إِنِ اتَّقَيْتُنَّ فَلَا تَخْضَعْنَ بِالْقَوْلِ فَيَطْمَعَ الَّذِي فِي قَلْبِهِ مَرَضٌ وَقُلْنَ قَوْلًا مَّعْرُوفًا وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى

โอ้ บรรดาภริยาของนบีเอ๋ย! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่นหากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮ์) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความต้องการ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โออวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การเปิดเนื้อเปิดตัวของคนในยุคดึกดำบรรพ์ที่หลงผิดในสมัยก่อน


อัลลอฮ์ตะอาลาทรงห้าม ไม่ให้สตรีพูดจาออดอ้อน และเปิดเนื้อเปิดตัวเหมือนคนยุคที่มีความเขลาอย่างเช่นในสมัยญาฮิลียะห์ ทรงใช้ให้มีการพูดจาดีและการอยู่กับบ้าน.
ภรรยาของบรรดามุอ์มิน ในเรื่องนี้ก็เหมือนกับภรรยาของท่านนบีซอลฯ ในคำดำรัสของพระองค์ที่ว่า


لَسْتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ النِّسَاء

พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ พระองค์ทรงย้ำสำหรับเรื่องนี้ ก็เนื่องจากว่า บรรดาภรรยาท่านนบีนั้นเป็นตัวอย่าง เป็นแบบอย่างที่บรรดามุสลิมะห์นั้นจะต้องปฏิบัติ และเจริญรอยตามภรรยาท่านนบี

ท่านพี่น้องศรัทธาชนทั้งหลาย
โลกมุสลิมของเราทุกวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ละยุค แต่ละสมัย เราจำเป็นต้องกำชับตักเตือนในสิ่งที่ดี และห้ามปรามจากความชั่ว แน่นอนยิ่ง จะไม่มีการพัฒนาสำหรับสังคมใดบนหน้าแผ่นดินนี้ หากทุกๆคนไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์อื่นและจำเป็นต้องใส่ใจ ถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ห้ามปรามใว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดามุสลีมะห์ทั้งหลายให้จงรักษาเอารัต (ร่างกาย) ของพวกเธอ ให้ห่างไกลจากฟิตนะห์ (การหลงผิด) ของบุคคลอื่นที่อาจจะนำมาซึ่งความผิด ดังนั้นการคลุมฮิญาบการปกปิดร่างกายของบรรดามุสลิมะห์ เป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
ในการดำเนินชีวิตสิ่งต่างๆที่รายล้อม รอบตัวเรา ความเจริญในด้านวัตถุ หรือแฟชั่นที่นับวันกำลังทวีความรุนแรงอย่างยิ่งในหมู่วัยรุ่นหากพวกเธอทั้งหลายขาดความศรัทธา แต่จะว่าไปแล้ว มุสลีมะห์ที่เข้าใจต่อการคลุมฮิญาบในยุคนี้นั้น มีมากกว่าสมัยก่อนในประเทศไทยของเรา นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี ต่อการตื่นตัวของบรรดามุสลีมะห์ทั้งหลายที่ต่างกลัวถึงผลกระทบหรือบทลงโทษ ในบทบัญญัติของอิสลาม แต่การคลุมฮิญาบนั้นใช่ว่าจะคลุมความดีให้กับตัวเธอทั้งหมด แต่นั้นเป็นการปฎิบัติตนให้ห่างไกลจากสิ่งที่จะมาเกิดกับตัวเธอ นั่นคือฟิตนะห์ จากชายอื่น และที่สำคัญก็คือปฎิบัติตนตามคำลั่งใช้จากองค์อัลลอห์(ซ.บ) แต่เป็นที่น่าเสียใจและเสียดายกับวิถีชีวิตของการคลุมฮิญาบในสมัยนี้นั้น เป็นเพียงการแต่งกายประจำศาสนาอิสลามไปเสียแล้ว สำหรับบุคคลบางคนที่การคลุมฮิญาบของเธอไม่มีผลอันใดต่อภาคผลความดีของเธอเลย บางครั้งเราก็ได้เห็นคนคลุมฮิญาบยืนอยู่ติดขอบเวทีคอนเสริต บางครั้งก็เห็นคนคลุมศรีษะแต่ใส่เสื้อแขนสั้นโชวแขน หรือคลุมศรีษะแต่แหวกหูออกมาเพื่อโชว์ต่างหู บางคนคลุมหัวดีแต่ตั้งวงนินทากัน ใส่ร้ายป้ายสีกันต่างๆนาๆ บางคนเที่ยวเตร่ นั่งกินอาหารที่ไม่ฮาล้าล ปากบอกว่าฉันคลุมฮิญาบแต่ผลของการกระทำ มันขัดต่อหลักปฏิบัติของตัวเธอ , บางคนไม่ให้ความสำคัญต่อการคลุมฮิญาบเพราะดูเป็นเรื่องที่น่าอาย, คลุมแล้วกลัวเขาจะไม่รับเข้าทำงานบ้าง , กลัวเชยบ้าง ,หรืออ้างว่าร้อน ผู้หญิงมุสลิมเราบางคนบอกว่าศาสนาอยู่ที่ใจ ไม่ต้องคลุมศรีษะก็ได้ ชั้นละหมาด ชั้นบวด แต่ชั้นแค่ไม่คลุมหัวมันผิดด้วยหรือ? ผมเคยได้อ่านบทสัมภาษณ์ของมุสลิมะห์คนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ เธอคนนั้นให้สัมภาษณ์ว่าที่ไม่ได้คลุมศรีษะก็เพราะฮิญาบนั้นอยู่ที่ใจไม่ต้องแสดงออกมาทางการกระทำก็ได้ คำพูดนี้ฟังดูดีสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ใช่มุสลิม ผู้หญิงคนนี้อาจจะถูกยกย่องว่าเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง เป็นคนกล้าที่จะแสดงความแตกต่าง กล้าที่จะแสดงจุดยืนอันชัดเจนของตัวเอง แต่ในความเป็นจริง สำหรับเธอคนนี้ฮิญาบคงอยู่ที่ใจของเธอจริงๆเพราะมันได้ปกปิดใจของเธอจากแสงสว่าง ปิดกั้นใจในการที่จะเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าเสียแล้วนะอูซุบิลลาห์

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับฮิญาบเสียใหม่ โดยบอกกล่าวกับผู้เป็นภรรยาและลูกสาวของท่านถึงความหมายของฮิญาบที่แท้จริง การปกปิดเอาเราะห์ของตนเองต้องทำอย่างไร การพูดจากับคนที่ไม่ใช่มะห์รอมต้องพูดแบบใด การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่นอกบ้านต้องทำอย่างไร ในซูเราะห์อันนูร อัลลอฮตะอาลาได้บัญชาแก่ท่านนบีว่า


وَقُل لِّلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاء بُعُولَتِهِنَّ

และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิง ให้พวกนางลดสายตาของพวกนาง จงรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง ไม่แสดงสิ่งที่ตกแต่งของพวกนาง นอกจากสิ่งที่อยู่ภายนอกเท่านั้น ให้พวกนางดึงเอาผ้าคลุมของพวกนางลงมาปิดคอเสื้อของพวกนาง และไม่แสดงสิ่งที่ตกแต่งของพวกนาง นอกจากแก่สามีของพวกนาง พ่อของพวกนาง หรือพ่อของสามีพวกนาง...

สำหรับคำพูดของมุสลิมะห์ต่อเพศตรงข้ามที่ไม่ใช่สามีหรือมะห์รอมจะต้องไม่อ่อนหวาน และไม่แข็งกระด้างจนหยาบคาย ควรพูดแต่พอดีด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ


وَقُلْنَ قَوْلًا مَّعْرُوفًا

พวกนางจงพูดจาแต่พอดี

เพราะเสียงก็คือเอาเราะห์ของนางด้วยเช่นกัน
บรรดามุสลิมะห์ทั้งหลาย ถ้าเธอได้รู้ถึงบทลงโทษที่สุดแสนจะสาหัสในวันกิยามะห์แล้วเธอจะต้องมีความสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมาบนโลกใบนี้
ท่านอาลี (ร.ด) ได้กล่าวไว้ว่า : (( ฉันได้เข้าไปในบ้านของท่านนบีมูฮำหมัด (ซ.ล) พร้อมกับ ฟาตีมะห์ และฉันก็เห็นท่านนบีกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น หลังจากนั้นฉันก็พูดว่า อะไรหรือที่ทำให้ท่านร้องไห้ ?
ท่านร่อซู้ล(ซ.ล)จึงตอบว่า .......โอ้อาลี ! เมื่อฉันถูกยกขึ้นไปสู่ฟากฟ้าฉันเห็นบรรดาผู้หญิงจากประชาชาติของฉันถูกลงโทษในไฟนรกด้วยกับโทษทัณฑ์ต่างๆ ดังนั้นฉันจึงร้องไห้เพราะโทษทัณฑ์ของพวกนางหนักมาก คือฉันเห็นผู้หญิงที่ถูกแขวนด้วยเส้นผมจนกระทั่งสมองของนางปลิ้นออกมา และฉันเห็นผู้หญิงที่ถูกแขวนลิ้นในขณะเดียวกันน้ำร้อนก็ถูกเทลงไปในลำคอของนาง และฉันเห็นผู้หญิงที่ถูกแขวนเท้าทั้งสองข้าง หน้าอกทั้งสองของเธอและถูกแขวนมือทั้ง2ข้างและศรีษะ จากนั้นอัลลอห์ก็สั่งให้งูและตะขาบมากัดนาง และฉันเห็นผู้หญิงที่มีหัวเป็นหมู และมีร่างกายเป็นลา และนางจะถูกลงโทษนาๆชนิด และฉันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นสุนัขและมีไฟเข้าไปในปากของนางและออกมาจากก้น ในขณะเดียวกันมาลาอีกัตก็ตีศรีษะของนางด้วยกับไม้ท่อนใหญ่จากนรก
หลังจากนั้นพระนางฟาตีมะห์อัซซะเราะห์ (ร.ด) ได้ยืนขึ้นและกล่าวว่า : (( โอ้ที่รักของฉัน และแก้วตาของฉัน พวกเขาได้ทำผิดอะไรหรือ ? พวกเขาจึงถูกลงโทษเช่นนั้น ? ดังนั้นท่านนบีจึงกล่าว : “ โอ้ลูกรักของฉัน ผู้หญิงที่เส้นผมถูกแขวนเพราะนางไม่ปกปิดเอาเราะห์ จากการมองของผู้ชายอื่นที่ไม่ใช่มะห์รอม ส่วนผู้หญิงที่ถูกแขวนลิ้นนั้นเพราะนางสร้างความเจ็บใจให้แก่สามีของนาง ผู้หญิงที่ถูกแขวนหน้าอกทั้งสองข้างของนางก็เพราะว่านาง ได้ชักชวนชายอื่นให้มานอนกับนาง และผู้หญิงที่ถูกแขวนเท้าทั้งสองข้างและมือทั้งสองข้างจนกระทั่งถึงกระหม่อม และอัลลอห์ก็สั่งให้งูและตะขาบมากัดหล่อน เพราะว่านางไม่ยอมอาบน้ำ ญานาบะห์ และ เฮด เพราะนางเจตนาทิ้งละหมาด ส่วนผู้หญิงที่มีหัวเป็นหมูและมีร่างกายเป็นลา เพราะว่านางเป็นคนช่างฟ้องและโกหก และผู้หญิงที่มีรูปร่างเป็นสุนัขและมีไฟเข้าไปในปากและออกมาทางก้นของนาง ก็เพราะว่านางชอบนินทา และชอบอิจฉาริษยา และท่านนบีได้กล่าวแก่ลูกของท่านว่าโอ้ลูกของฉัน !ช่างโชคร้ายเหลือเกิน สำหรับผู้หญิงที่ไม่ตออัต(ภักดี) ต่อสามีนาง”
ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ

คำเตือนจากท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล)เป็นฮิกมะห์และเป็นอุทาหรณ์ต่อบรรดามุสลีมีนและมุสลีมะห์ทุกๆท่านในการช่วยกันตักเตือนกับผู้ที่ยังไม่รู้ถึงบทลงโทษอันรุนแรงยิ่ง กับความน่าสะพรึงกลัวที่สุด แม้ขนาดท่านนบีมูฮำหมัด(ซ.ล) เมื่อท่านได้ไปพบเห็น ท่านถึงกับร่ำไห้ถึงการลงโทษที่แสนสาหัสยิ่ง และท่านนบีได้บอกอีกว่าผู้หญิงอยู่ในนรกมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นผู้เป็นสามีหรือผู้ปกครองอาจเป็นส่วนหนึ่งจากไฟนรกได้เช่นกัน หากพวกเขาไม่ตักเตือนและสั่งสอนภรรยาและบุตรหลานของพวกเขาให้รอดพ้นจากการลงโทษอันรุนแรงและสาหัสในนรก


أقول قولى هذا واستغفرالله العظيم لى ولكم من كل ذنب فاستغفروه إنه هوالغفورالرحيم

วันเสาร์, กันยายน 15, 2550



ศรัทธาชนที่เคารพ ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮ จบปฏิบัติตามคำสั่งที่พระองค์ทรงใช้และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งห้าม ขณะนี้เราท่านทั้งหลายได้เข้าสู่รอมดอนเดือนอันมีเกียรติที่สุดเดือนหนึ่ง จากอัลกุรอานที่ว่า
شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِيَ أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَى وَالْفُرْقَانِ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ الشَّهْرَ فَلْيَصُمْهُ
เดือนรอมดอนนั้น เป็นเดือนที่ อัลกุรอาน ได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับ มนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อ แนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่าง ความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้า เข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดศรัทธาชนที่เคารพการถือศีลอดเป็นรุก่นหนึ่งจากรุก่นอิสลาม เป็นกฎเกณฑ์หนึ่งจากกฏเกณฑ์ศาสนา เป็นการอุทิศตนและเป็นการทำตนให้ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ตะอาลา แท้จริงพระองค์ทรงกำหนดให้มนุษย์ได้ทำการถือศีลอด และอัลกุรอานได้มีตัวบทบอกเอาไว้ว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่มีการประทานอัลกุรอานลงมา กุรอานที่เป็นทางนำและแสงสว่างให้กับหัวใจ อัลลอฮ์ได้กำหนดการถือศีลอดเพื่อเป็นการฝึกฝนขัดเกลา มารยาทอันประเสริฐ ให้บ่าวของพระองค์เป็นผู้มีความศรัทธา เป็นผู้ที่ยำเกรง เป็นผู้ที่มีคุณธรรม และการถือศีลอดนั้นได้ทำให้รับรู้ถึงความหิวกระหาย ของผู้คนที่ไม่มีอาหารจะกิน เป็นการแชร์ เป็นการแบ่งปันความรู้สึกของคนที่มีอันจะกินกับคนยากจน ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกันของคนในสังคมเป็นอย่างดี และเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรักความเอื้ออาทรต่อกันศรัทธาชนที่เคารพ แท้จริงอัลลอฮได้กำหนดการถือศีลอดในเดือนที่พระองค์ประทานอัลกุรอาน ลงมา เพื่อประโยขน์อันมหาศาลแก่บ่าวของพระองค์ มีผลในดุนยาและอาคิเราะห์ กล่าวคือ การถือศีลอดจะดูแลรักษาหัวใจ ทำให้หัวใจสมบูรณ์ จิตใจของมนุษย์เรานั้น โดยธรรมชาติแล้ว มันมีความต้องการอันมากมาย ความอยากได้ในหลายๆอย่างของมนุษย์ที่ ไม่มีขอบเขตจำกัดของความต้องการ เมื่อได้สิ่งหนึ่ง ก็จะต้องการอีกสิ่งหนึ่ง เรื่อยไป จนกระทั่งความต้องการนั้นมันได้ทำให้หัวใจมนุษย์นั้นอ่อนแอ โดยเฉพาะทางด้านวัตถุที่ส่งผลบีบบังคับต่อจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นการที่มนุษย์ได้ทำการถือศีลอด จะทำให้เขาได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆในการที่จะปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่จิตใจของเขาเกิดความบกพร่อง และทำให้จิตใจสูงส่ง การถือศีลอดเป็นการทำให้จิตใจของมนุษย์เข้มแข็งขึ้นอัลลอฮตะอาลาดำรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอด นั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง
ดังนั้นในเมื่อเดือนอันเป็นมงคลนี้ได้ย่างกรายเข้ามาแล้วเราจะต้องดูแลเตรียมความพร้อมเพื่อให้ทั้งร่างกายและจิตใจได้รับอานิสงค์ของเดือนนี้อย่างเต็มที่ และสำหรับการต้อนรับรอมดอนของมนุษย์นั้นมีหลากหลายแบบ บางคนก็ได้โอกาสตระเตรียมอาหารมากมายเต็มสำรับ เตรียมเครื่องดื่มราคาแพงมาดื่มหรือ หาอาหารที่ไม่เคยได้รับประธานในช่วงก่อนรอมดอนมาทานกันในตอนละศีลอด หรือบางคนใช้จ่ายเงินทองเพื่อจะซื้ออาหารมาละศีลอด หรือใช้จ่ายอย่างอื่นในช่วงรอมดอนนี้ มากกว่าเดือนอื่นๆสองเท่า นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูก

وكُلُواْ وَاشْرَبُواْ وَلاَ تُسْرِفُواْ إِنَّهُ لاَ يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ

ในอัลกุรอานบอกเอาไว้ว่า ท่านทั้งหลาย จงกิน จงดื่ม และอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงพระองค์ไม่ทรงโปรดบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือย

จริงๆแล้ว อัลลอฮ์ตะอาลา ได้ฟัรดูการถือศีลอดมาเป็นการผ่อนคลายแก่มนุษย์ ให้กระเพาะอาหารได้พัก และดูแลจิตใจของพวกเขาให้เข้มแข็ง เป็นการฝึกความอดทน ทำให้ร่างกายของพวกเขามีสุขภาพที่ดีจากการอดอาหาร ทำให้จิตใจของพวกเขามีรัศมี ความหมายของการถือศีลอดไม่ใช่การห้ามคุณจากการกินการดื่ม ในช่วงเวลาที่มันเป็นอันตรายหรือบั่นทอนต่อร่างกาย หรือทำร้ายมัคโล๊กอย่างมนุษย์ แต่การถือศีลอดเป็นการยับยั้งจากทุกสิ่งที่เป็นความชั่วหรือมุอซิยัต ทำให้ออกห่างจากสิ่งที่ไม่ดี และทำให้คุชัวอ์ ยำเกรงต่ออัลลอฮ และนอบน้อมต่อพระองค์ ใครก็ตามที่ไม่ได้ปรับปรุงตัวเองในการถือศีลอดของเขาก็เหมือนกันเขาไม่ได้ถือศีลอด...........................พวกท่านจงทราบเถิดว่าแท้จริงอัลลอฮ ได้บันดาลเดือนรอมดอนนี้ โดยประทับตราความดีงามทั้งหลาย รายงานจากท่านอับดุลเลาะห์อิบนิอุมัร รอดิยัลลอฮ อันฮุมา แท้จริงท่านรอซู้ล(ซอลฯ)กล่าวว่า การถือศีลอดและอัลกุรอาน สองอย่างนี้จะช่วยเหลือบ่าวในวันกิยามะห์ ศรัทาชนที่เคารพ นี่คือเดือนแห่งความดี ดังนั้นพวกท่านจงปฏิบัติตัวให้อยู่ในความดี เพื่อพวกท่านจะได้รับผลบุญแห่งรอมดอนนี้ และท่านทั้งหลายจงละทิ้งสิ่งที่มันไม่ดีทั้งหลายที่มืดมัว และหันออกจากมัน ไปสู่ชีวิตที่สดใส เป็นเดือนที่ท่านนบีได้บอกเอาไว้ว่าประตูสวรรค์นั้นถูกเปิด ประตูนรกจะถูกปิด และชัยตอนจะถูกล่ามโซ่เอาไว้ ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดว่า แท้จริงรอมดอนเป็นเดือนที่หาที่เปรียบไม่ได้ เป็นเดือนแห่งการเก็บเกี่ยวผลบุญ เป็นเดือนแห่งเกียรติยศ เป็นเดือนที่ความดีงามจะเพิ่มเป็นทวีคูณ เป็นเดือนที่ปฏิเสธความชั่วร้าย และเป็นเดือนแห่งการยกระดับความดี ท่านทั้งหลายจงถือศีลอดในตอนกลางวัน และทำอิบาดะห์ในตอนกลางคืน จงใช้เวลาอันยาวนานในการทำความดี และจงอ่านกุรอานให้มากๆ ท่านทั้งหลายจงทำความเข้าใจกับความหมายของอัลกุรอานและจงปฏิบัติตามสิ่งที่กุรอานได้บอกไว้ ท่านทั้งหลายจงทำทานแก่คนยากจน คนที่ขัดสนและต้องการความช่วยเหลือ ท่านทั้งหลายจงประพฤติตนให้เป็นผู้ที่มีจรรยามารยาทดังเช่นท่านนบีของพวกท่าน เพราะท่านนบีเป็นมนุษย์ที่ดีเลิศที่สุดศรัทธาชนที่เคารพ จงพากเพียร จงอุตสาหะ ในการตออัต ในการทำอิบาดะห์ ในการฝึกฝนจิตใจ โดยการประพฤติความดี ขัดเกลาอบรมจิตใจให้เชื่อฟังอัลลอฮ์ เพราะพวกท่านจะเป็นผู้ที่ได้รับชัยชนะ ท่านทั้งหลายอย่าได้หยุด หรือประวิงเวลาการปฏิบัติฟัรดูที่พระองค์ทรงใช้ เพราะ วันเวลามันได้ผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว และมนุษย์ทุกคนจะต้องถูกไต่สวนจากสิ่งที่มือของเขาได้รับ จากบันทึกความดีความชั่วของเขา ผู้ที่มีสติปัญญาคือผู้ที่ประดับประดา วันเวลาของเขาด้วยความดีงาม เพราะในท้ายที่สุดมนุษย์นั้นจะไม่มีอะไรติดตัวเขาเลยนอกจากความดี เพราะความดีก็คือความดี ความชั่วก็คือความชั่ว

مَنْ عَمِلَ صَالِحًا فَلِنَفْسِهِ وَمَنْ أَسَاء فَعَلَيْهَا وَمَا رَبُّكَ بِظَلَّامٍ لِّلْعَبِيدِ

ผู้ใดกระทำความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดกระทำความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระเจ้าของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์

ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮ และจงฉวยโอกาสอันดีนี้ ปฏิบัติในสิ่งที่ยังประโยชน์แก่พวกท่าน เพื่ออัลลอฮ รอซู้ล และมุมินทั้งหลายจะได้มองเห็นการปฏิบัติอามัลของพวกท่าน และพวกท่านก็จะกลับไปสู่โลกแห่งความเร้นลับและโลกแห่งการยืนยัน ในสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติ ขอให้ท่านทั้งหลายได้รับความเมตตาและผลบุญอันเนื่องมาจากการทำอิบาดะห์ในเดือนรอมดอนนี้

วันเสาร์, กรกฎาคม 28, 2550





สถานที่ประวัติศาสตร์ที่ปรากฎในอัลกุรอาน ซึ่งคาดว่าเป็นสถานที่จริง





ด้านใน

ด้านนอก

วันศุกร์, กรกฎาคม 13, 2550



การปลูกฝังเยาวชนมุสลิม

ในสังคมปัจจุบันนี้ที่เราอาศัยอยู่ จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลายๆด้าน สภาวะแวดล้อมต่างๆที่ได้เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งในด้านข่าวสาร กีฬา และ สิ่งบันเทิงเริงรมย์ต่างๆ ที่มันอุบัติขึ้นรอบๆตัวเราท่ามกลางยุคสมัยที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิง ผับ ร้านเหล้า บาร์เบีย ดิสโก้เธค คาราโอเกะ ซึ่งมันมีต้นกำเนิดมาจากทางตะวันตก มาจากวัฒนธรรม และอารยธรรมที่ไม่ใช่มุสลิม เป็นของชาวตะวันตกยุโรป ยิว และชัยฏอน ที่มีเป้าหมายทำลายล้างอิสลาม และเยาวชนมุสลิม เพื่อทำให้มุสลิมออกนอกแนวทางโดยมิอาจที่จะประคับประคองเอาไว้ได้ เยาวชนมุสลิมบางคนต้องตกเป็นทาสของความเจริญด้านวัตถุ ไม่สนใจใยดีกับหลักการศาสนา วันๆเอาแต่เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง พูดคุยโทรศัพท์ หรือคุยเล่นกันทางอินเตอร์เนท ทำแต่เรื่องไร้สาระ การแต่งตัวก็เปิดเผยกันจนน่าเกลียด เด็กผู้ชายโตจนบรรลุนิติภาวะแล้วยังใส่กางเกงขาสั้นเดินไปเดินมา เด็กผู้หญิงพอเริ่มเข้าเรียนชั้นมัธยมก็เริ่มแต่งหน้าทาปาก หันมาแต่งตัวตามพวกกาเฟร พฤติกรรมเหล่านี้มัน สวนทางกับบทบัญญัติของอัลลอฮ เยาวชนหลายคนได้กระทำความชั่วต่างๆ อย่างไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ทำเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ ทำจนเกิดความเคยชิน จนในที่สุดเห็นสิ่งที่ชั่วกลายเป็นสิ่งที่ดี ลักษณะอย่างนี้หรือที่เราท่านทั้งหลายปรารถนา มันเป็นหนทางนำไปสู่ความหายนะ
แต่เมื่อไรก็ตามที่เยาวชนได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของเขา หันเหมาสู่แนวทางของอิสลาม เขาก็จะได้รับความสำเร็จทั้งดุนยาและอาคิเราะห์

قال تعالى : وَأَنَّ هَـذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيمًا فَاتَّبِعُوهُ وَلاَ تَتَّبِعُواْ السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ
“และแท้จริงนี้คือทางของเราอันเที่ยงตรงพวกเจ้าจงปฏิบัติตามแนวทางนี้เถิด และอย่าปฏิบัติตามแนวทางอันหลากหลาย เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์”

อิสลามคือหนทางที่เที่ยงตรง ใครยึดถือหนทางนี้เขาก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ตกเป็นเหยื่อของชัยฏอน ชีวิตของเขาก็จะมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า

สำหรับเยาวชน เยาวชนก็คือ
- หัวใจของสังคม สังคมจะเคลื่อนไหวไปทางที่ดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับเยาวชน
- เยาวชนคือความหวังของสังคมในอนาคต เพราะลูกหลานของเราในวันนี้พวกเขาคือผู้ที่สืบสานเจตนารมณ์จากเราไปสู่รุ่นลูกหลานของพวกเขา ให้มีการพัฒนาสังคมมุสลิมต่อไป ได้มีปรากฏในอัลกุรอานหลายๆ อายะห์ที่เกี่ยวกับการสืบทอดเจตนารมณ์ให้ยืนหยัดอยู่ในหลักการอิสลาม อย่างเช่นในซูเราะตุ้ลบากอเราะห์ อายะห์ 132

قال تعالى : وَوَصَّى بِهَا إِبْرَاهِيمُ بَنِيهِ وَيَعْقُوبُ يَا بَنِيَّ إِنَّ اللّهَ اصْطَفَى لَكُمُ الدِّينَ فَلاَ تَمُوتُنَّ إَلاَّ وَأَنتُم مُّسْلِمُونَ
ความว่า “อิบรอฮีมได้สั่งลูกของเขา และ ยะอ์กู๊บก็ได้สั่งบรรดาลูก ๆ ของเขาเช่นกันว่า โอ้ลูกของฉัน อัลลอฮ์ได้ทรงเลือกแนวทางแห่งชีวิตนี้สำหรับพวกเจ้าแล้ว ดังนั้น จงดำรงความเป็นมุสลิมไว้จนกว่าพวกเจ้าจะตาย”

จากอายะห์นี้ ได้ให้เราตระหนักถึงความสำคัญของเยาวชน เยาวชนในวันนี้คือพลังของสังคมในวันข้างหน้า ในฐานะเป็นกลุ่มชนที่จะต้องรับช่วงการสืบทอดเจตนารมณ์ของสังคม และจรรโลงไว้ซึ่งหลักธรรมคำสอนของอัลลอฮ ตะอาลาและท่านนบีมุฮำหมัด ศอลฯ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ เทคโนโลยีที่ทันสมัย สังคมยุคข่าวสารที่รวดเร็วทันใจ ทำให้สังคมปัจจุบันเสื่อมโทรมลงใกล้เคียงกับยุค ญาฮิลียะห์ มากเหลือเกิน มโนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ในปัจจุบันหายไป ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงให้ความสำคัญกับการปลูกฝังเยาวชนมุสลิม ให้มีความตักวา ให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮ เพราะการยำเกรงต่อพระองค์นั้น จะเป็นเครื่องค้ำจุนจิตใจให้ตั้งมั่นในอัลลอฮ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ขัดต่อบทบัญญัติและหลักธรรมคำสอนของอิสลาม เพราะอิสลามเรามุ่งเน้นที่จะพัฒนาจิตใจมนุษย์ ให้ขาวสะอาดผุดผ่อง ขจัดสิ่งที่เป็นเป็นจุดบอดหรือจุดดำที่เกาะกินหัวใจมนุษย์ให้หมดจด จิตใจและความยำเกรงจึงเป็นสิ่งที่จะต้องเดินควบคู่ไปด้วยกันตลอด
การปลูกฝังเยาวชนต้องเริ่มต้นด้วยกับผู้ที่เป็นพ่อแม่ ต้องเป็นตัวอย่างแก่ลูก ทำให้ลูกๆเห็นว่าสิ่งที่ดีงามนั้นปฏิบัติอย่างไร ให้เขาเห็นว่า มุมิน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบ่าวผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ มีลักษณะอย่างไร การดำรงชีวิตประจำวันของมุมินนั้น มีอะไรบ้าง อะไรคือหน้าที่ที่มุมินต้องทำ เริ่มด้วยเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการละหมาด ต้องใช้ให้เขาทำตั้งแต่เล็ก เจ็ดขวบเข้าชั้น ป1 ก็ต้องให้เขาละหมาดถ้าไม่ทำก็ให้ลงโทษให้ตี บอกเขาว่าละหมาดมีความสำคัญแค่ไหน พ่อแม่ต้องละหมาดให้ลูกเห็น เพื่อที่เขาจะได้ทำตามเป็นแบบอย่างเพราะเด็กต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่ผู้ใหญ่กระทำและเขาก็จะทำตาม นอกจากนั้น เรื่องการปฏิบัติตนเป็นผู้ที่อยู่ในขอบเขตของศาสนา ยกตัวอย่าง เช่นการแต่งกาย ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่จะแต่งตัวเผยเอาเราะห์ กางเกงขาสั้น ไม่ควรใส่ ผู้ชาย ถ้าใส่ก็ควรจะเลยหน้าแข้งหรือเป็นสามส่วน ให้เลยเข่าลงมา ถ้าต้องออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา อาจจะนุ่งกางเกงวอร์ม หรือขายาวที่ใช้ใส่เล่นกีฬา ส่วนผู้หญิงก็ต้องมิดชิดที่สุด ฟังดูแล้วหลายๆคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำ หรือคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่น่าพูดถึง แต่ความจริงเราสามารถทำได้ การแต่งตัวนั้นถือเป็นการให้เกียรติแก่ตนเองอย่างมากโดยเฉพาะผู้หญิง เพราะป้องกันฟิตนะห์ และความชั่วที่อาจจะเกิดขึ้นกับกับตัวเรา หรือผู้ที่ได้พบเห็นและมองเราทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้นการปกปิดก็ถือเป็นการให้เกียรติแก่ผู้อื่นด้วย
ตัวอย่างต่อมาที่อยากจะยกให้เห็น ก็คือ การพูดจา ก็ให้พูดในสิ่งที่ดีๆ การสบถ หรือใช้คำหยาบคายนั้น ไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่มีอีหม่าน และไม่ใช่ซุนนะห์ของท่านรอซู้ล ศอลฯ ท่านได้กล่าวว่า

من كان يؤمن بالله واليوم الآخر فليقل خيرا أوليصمت
“บุคคลใดก็ตามที่เขาศรัทธาต่ออัลลอฮและวันอาคิเราะห์ เขาจงพูดจาแต่ในสิ่งที่เป็นความดี หรือมิเช่นนั้นก็ให้เงียบ หรืออย่าพูดเสียเลยดีกว่า”

การให้คำแนะนำต่อเยาวชนนั้นสำคัญมาก เนื่องจากพวกเขายังไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนดีสิ่งใหนไม่ดี บางครั้งอาจจะเนื่อ่งมาจากสภาพแวดล้อมรอบตัว การไปโรงเรียนที่ห้อมล้อมไปด้วยสังคมกาเฟร อาจจะเกิดการลอกเลียนพฤติกรรมของคนต่างศาสนามาประพฤติปฏิบัติ ซึ่งเราต้องคอยเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง ลูกหลานของเราควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอิสลาม หากเป็นไปได้ควรส่งบุตรหลานเรียนศาสนา หรือโรงเรียนที่บูรณาการสอนควบคู่กันไประหว่างศาสนากับสามัญ ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่หลายๆแห่ง อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้ละหมาด ได้ทานอาหารที่ฮาลาล ได้แต่งกายปกปิดเอาเราะห์ ได้รับฟังคำตักเตือน คำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ เมื่อเด็กได้รับสิ่งเหล่านี้ทุกวันๆก็จะซึมซับแต่สิ่งที่ดีๆ พวกเขาก็จะไม่ออกนอกลู่นอกทาง หรือเห็นผิดเป็นชอบ

ความยำเกรงจึงไม่ใช่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากภายในใจเพียงอย่างเดียว แต่มันหมายถึงการแสดงออกทางด้านพฤติกรรมด้วย นั่นก็คือ ความยำเกรง และการปฏิบัติควบคู่กันไป เราจะไม่นับว่าเป็นความยำเกรงต่ออัลลอฮ ถ้าขาดหลักปฏิบัติ อัลกุรอานได้เชิดชูยกย่องกลุ่มชนที่มีความยำเกรงต่ออัลอฮ และรับประกันกลุ่มชนที่มีความยำเกรงไว้ในหลายสถานะ ในอัลกุรอาน سورة الأعراف อัลลอฮตะอาลากล่าวไว้ว่า

قال تعالى: فَمَنِ اتَّقَى وَأَصْلَحَ فَلاَ خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلاَ هُمْ يَحْزَنُونَ
“ผู้ใดก็ตามที่ยำเกรงและปรับปรุงตัวเองให้ดี แน่นอน พวกเขาจะไม่พบกับความกลัวใดๆ และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก (แต่ประการใด)”
และใน อีกหลายอายะห์ อัลลอฮตะอาลาดำรัสว่า
فَأَمَّا مَن أَعْطَى وَاتَّقَى
وَصَدَّقَ بِالْحُسْنَى
فَسَنُيَسِّرُهُ لِلْيُسْرَى

ผู้ที่ให้ และผู้ที่ยำเกรงและยอมรับในสิ่งที่ดีงาม แน่นอนเราก็จะให้เขาได้รับความสะดวกสบายในโลกหน้า

وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّهُ مَخْرَجًا
“และผู้ใดยำเกรงต่ออัลลอฮ แน่นอนพระองค์จะประทานทางออกแกเขาเสมอ (ในปัญหาต่างๆ)”

وَمَن يُطِعِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ وَيَخْشَ اللَّهَ وَيَتَّقْهِ فَأُوْلَئِكَ هُمُ الْفَائِزُونَ
“ผู้ใดภักดีต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ เขากลัวและยำเกรงต่อพระองค์ แน่นอนเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มชนที่ประสบชัยยนะอย่างแท้จริง”

ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำครอบครัวจะต้องตระหนักถึงเยาวชนที่เป็นลูกเป็นหลานอย่างที่สุด จะทำอย่างไรที่จะปลูกฝังให้พวกเขาเป็นผู้ที่อีหม่านต่ออัลลอฮ และยำเกรงต่อพระองค์ จะทำอย่างไรที่จะหล่อหลอมหลักธรรม คำสอนให้เกาะกุมหัวใจของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เป็นเยาวชนที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม และนำพาสังคมมุสลิมให้ไปอยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง มิใช่แนวทางของชัยฏอน และพวกที่หลงผิด


มุอ์มินผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮ และจงปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์ และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์สั่งห้าม และจงสั่งให้บุตรหลานของท่าน ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และชี้นำให้พวกเขาออกห่างจากข้อห้ามของศาสนา
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม เด็กๆส่วนใหญ่ก็จะได้อยู่กับบ้านในช่วงนี้ และช่วงนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญไม่น้อย ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้ใช้เวลาอยู่กับบุตรหลานของท่าน และจะพบว่าในช่วงปิดเทอมนั้นกิจกรรมของเด็กๆในยุคนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องที่เด็กๆจะไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งนับเป็นปัญหาของผู้ปกครองหลายๆคนที่ต้องประสบกับปัญหานี้
อันตรายของเกมส์คอมพิวเตอร์ นอกจากจะทำให้เด็กนั้นไม่ตั้งใจเรียนแล้ว ยังส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก ท่านเคยสังเกตุบุตรหลานของท่านบ้างรึป่าวว่า มีสิ่งผิดปกติกับบุตรหลานของท่านรึไม่ อย่างเช่นแต่ก่อนเขาเป็นคนที่อ่อนโยน หรือตั้งใจเรียน หรือมีผลการเรียนที่ดี แต่ในปัจจุบันท่านกลับพบกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของบุตร เช่น เค้ากลายเป็นคนก้าวร้าว ขาดการให้เกียรติต่อพ่อแม่ พูดจาตะคอกเสียงใส่ท่าน ลูกของท่านมีผลการเรียนแย่ลง ลูกของท่านไม่ยอมละหมาดเพราะมัวแต่ติดเกมส์ ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ท่านคิดว่ามันเกิดขึ้นมาเพราะอะไร อะไรคือต้นเหตุ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหากับเด็ก ท่านคิดว่าท่านเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุตรหลานของท่านตกอยู่ในสภาพแบบนี้หรือไม่? สาเหตุอาจเกิดจากผู้ปกครองขาดการเอาใจใส่ดูแล ปล่อยปละละเลย สมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เทคโนโลยีและสิ่งเร้าอารมณ์ความต้องการของเด็กมีมาก เทคโนโลยีสมัยนี้เป็นดาบสองคม ยกตัวอย่างเช่นคอมพิวเตอร์อินเทอร์เนต โทรศัพท์มือถือของเหล่านี้หากขาดการเอาใจใส่ดูแล เด็กก็จะใช้มันไปในทางที่ผิดๆได้ สำหรับเด็กติดเกมส์ การที่จะให้เด็กเลิกโดยเด็ดขาดนั้น คงเป็นเรื่องยากที่เด็กจะยอมรับ การจำกัดเวลา และลดปริมาณการเล่นลงนั้น คงจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง เด็กอาจจะอ้างว่า การเล่นเกมส์นั้นเป็นการฝึกฝนสติปัญญา หรือลับสมอง แต่เกมส์ที่เราเห็นกันส่วนใหญ่ ก็เป็นเกมส์ที่มีแต่การรบราฆ่าฟัน การทำลายล้าง นั่นอาจจะส่งผลเสียต่อสภาพจิตของเด็กก็ได้ ทำให้เด็กเป็นคนอารมณ์รุนแรง และก้าวร้าว พฤติกรรมเหล่านี้ของเด็กอาจติดตัวเขาไปจนกระทั่งเขาเป็นผู้ใหญ่และอาจเกิดผลร้ายแก่ตัวเด็กและสังคมต่อไปในอนาคต ท่านจึงต้องหันมาสนใจในจุดนี้ด้วย
อัลลอฮตะอาลาได้มีดำรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا قُوا أَنفُسَكُمْ وَأَهْلِيكُمْ نَارًا وَقُودُهَا النَّاسُ وَالْحِجَارَةُ عَلَيْهَا مَلَائِكَةٌ غِلَاظٌ شِدَادٌ لَا يَعْصُونَ اللَّهَ مَا أَمَرَهُمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก เพราะเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์และก้อนหิน มีมลาอิกะฮ์ผู้แข็งกร้าวหาญคอยเฝ้ารักษามันอยู่ พวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาแก่พวกเขา และพวกเขาจะปฏิบัติตามที่ถูกบัญชา
อัลลอฮ์ใช้ให้เราปกป้องครอบครัวจากไฟนรก จากสิ่งที่เลวร้ายที่จะนำพาครอบครัว ภรรยา ลูกๆไปสู่หนทางของชัยฏอน ที่พยายามล่อลวงลูกหลานของท่านไปสุ่ความชั่ว
มีฮาดิษของท่านรอซู้ลr อยู่ฮาดิษหนึ่งว่า
أكرموا اولادكم و احسنوا أدبهم
ท่านทั้งหลายจงให้เกียรติกับบุตรหลานของท่าน และจงทำให้พวกเขามีมารยาทที่ดีงาม
มุอ์มินผู้ศรัทธาทั้งหลาย
การปลูกฝังเยาวชนให้อยู่ในหนทางอิสลามเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ท่านอย่าคิดว่าการที่ท่านให้ลูกๆได้เรียนพิเศษในช่วงปิดเทอม การที่ท่านพาลูกๆไปเที่ยว หรือการที่ท่านให้สิ่งต่างๆกับลูกเช่นซื้อของเล่นให้ลูก ซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูก หรือการที่ท่านให้สิ่งต่างๆที่เด็กต้องการนั้น ยังไม่ถือว่าท่านทำหน้าที่ผู้ปกครองได้สมบูรณ์ สิ่งสำคัญคือท่านต้องให้เขาได้เข้าถึงความรู้ด้านศาสนา หรือการให้เขาได้อยู่ในบรรยากาศแห่งอิสลามในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้เด็กบางคนที่เรียนในโรงเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนมุสลิม อาจจะถูกแนวความคิดกาเฟรครอบงำเอาได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ดังนั้นช่วงปิดเทอมนี้ท่านต้องพยายามสร้างบรรยากาศอิสลามให้กับเด็กๆ หลายๆโรงเรียนสอนศาสนา หรือหลายๆองค์กรมุสลิมได้เปิดกิจกรรมในช่วงปิดเทอมแก่เด็ก โดยให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานไปเข้าค่ายเยาวชนต่างๆจุดประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการพัฒนาการของเยาวชนในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เพื่ออบรมความรู้ด้านศาสนาและจริยธรรมอิสลามในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อให้เยาวชนเข้าใจในวัฒนธรรมอิสลาม โครงการแบบนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม เพราะช่วงปิดเทอมพ่อแม่บางคนไม่ได้อยู่บ้านกับลูก ต้องออกไปทำงานหรือธุระข้างนอกบ้าน ดังนั้น การเข้าค่ายเยาวชนจึงเป็นทางออกที่ดี และมันจะทำให้เด็กได้รู้จัดชีวิต รู้จักการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันผู้อื่น ให้เด็กได้ฝึกความอดทน ได้ทำกิจกรรมทางด้านศาสนา ได้ทำละหมาด ได้อ่านอัลกุรอาน ได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และเด็กๆจะได้รับการอบรมจริยธรรม นี่แหล่ะคือการสร้างบรรยากาศอิสลามให้กับเด็ก เป็นการปลูกฝังแนวความคิดที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกับเขา ให้เขาเข้าใจว่ามุสลิมที่เป็นมุมินผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นเขาดำเนินชีวิตอย่างไร และในฐานะที่เขาเป็นเด็ก หน้าที่ของเด็กมุสลิมคืออะไร มุสลิมต้องทำอะไรบ้างในหนึ่งวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน ไปจนกระทั่งเข้านอน นอกจากการนำบุตรหลานเข้าค่ายเยาวชนแล้ว ท่านเองก็ต้องให้การสั่งสอนบุตรหลานของท่านด้วย เพราะพวกท่านต้องดูแลเขาไปจนกระทั่งเขาเติบโต ต้องคอยบอกกล่าวชี้นำพวกเขาให้อยู่ในความถูกต้อง เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำเพราะท่านจะต้องถูกสอบสวนถึงหน้าที่ที่มีต่อบุตรหลานและผู้ที่อยู่ในความดูแลของท่าน
((كلكم راع، وكلكم مسؤول عن رعيته، الإمام راع ومسؤول عن رعيته، والرجل راع في أهله ومسؤول عن رعيته))
ท่านนบีr กล่าวว่า “ท่านทุกคนมีหน้าที่ และทุกท่านจะต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของพวกท่าน ผู้นำก็มีหน้าที่ และต้องถูกถามถึงความรับผิดชอบของเขา และคนคนหนึ่งก็มีหน้าที่ต่อครอบครัว และต้องถูกถามถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัวเช่นเดียวกัน”
มีตัวอย่างปรากฏในซูเราะห์ลุกมานหลายๆอายะห์ เกี่ยวกับการสั่งสอนบุตรหลานของท่านลุกมานให้ดำเนินตามครรลองของอิสลาม
يٰبُنَىَّ أَقِمِ ٱلصَّلَوٰةَ وَأْمُرْ بِٱلْمَعْرُوفِ وَٱنْهَ عَنِ ٱلْمُنْكَرِ وَٱصْبِرْ عَلَىٰ مَا أَصَابَكَ إِنَّ ذَلِكَ مِنْ عَزْمِ ٱلأمُور
โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงใช้กันให้กระทำความดี และจงห้ามปรามกันให้ละเว้นการทำความชั่ว และจงอดทนต่อสิ่งที่ประสบกับเจ้า แท้จริง นั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่หนักแน่น มั่นคง
وَلاَ تُصَعّرْ خَدَّكَ لِلنَّاسِ وَلاَ تَمْشِ فِى ٱلأرْضِ مَرَحًا إِنَّ ٱللَّهَ لاَ يُحِبُّ كُلَّ مُخْتَالٍ فَخُورٍ
และท่านลุกมานได้สอนบุตรของท่านอีกว่า “และเจ้าอย่าหันแก้ม (ใบหน้า) ของเจ้าให้แก่ผู้คนอย่างยะโส และอย่าเดินไปตามแผ่นดินอย่างไร้มรรยาท แท้จริง อัลลอฮ์ มิทรงชอบทุกผู้หยิ่งจองหอง และผู้คุยโวโอ้อวด”
ท่านผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ปัจจุบันนี้รอบๆตัวของเรามีอันตรายอยู่มาก ได้แก่ 1. อันตรายที่ส่งผลต่อความคิด 2.อันตรายที่ส่งผลต่อการกระทำ และ3.อันตรายที่ส่งผลต่อคำพูด อันตรายเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นกับลูกหลานของเราได้ ยกตัวอย่างอันตรายทางความคิด เช่นการที่เด็กได้พบเห็นได้เรียนรู้จากตำราหรือจากสื่อต่างๆ ที่ทำให้เด็กคล้อยตามหรือคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องอาทิ การที่เด็กได้เรียนเกี่ยวกับทฤษีการวิวัฒนาการของมนุษย์มาจากลิง หรือปรากฏการทางธรรมชาติในโลกที่เกิดขึ้นเองตามที่ครูผู้สอนในรร.สามัญทั่วๆไปได้สอน หากปล่อยให้เด็กได้รับการปลูกฝังจากแนวความคิดพวกนี้บ่อยๆเด็กจะซึมซับและหันไปเชื่อในสิ่งที่ตนได้เรียนมาได้ หากไม่ได้รับการชี้นำที่ถูกต้องและไม่ได้รับการศึกษาด้านศาสนาแล้ว แนวความคิดที่ปฏิเสธพระเจ้า และปฏิเสธการสร้าง จะแทรกซึมมากับสิ่งเหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแบบนี้
ต่อมาอันตรายทางด้านการกระทำก็คือ การกระทำตามการเฟรตะวันตก และแนวทางการปฏิบัติที่ยิวหรือศัตรูอิสลามได้ส่งผ่านสื่อมาในรูปแบบ ของการดำเนินชีวิตเช่น การแต่งกายโดยเปิดเผยทรวดทรงของสตรีที่มีให้เห็นกันตลอดเวลา หรือมาในรูปแบบของดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นมีการสักบนผิวหนัง การเจาะหูเจาะจมูกตามนักร้องดังๆ ใส่เครื่องประดับแปลกๆ หรือแม้แต่กระทั่งกีฬาที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่นความคลั่งไคล้ในสโมสรฟุตบอลจนเกินเหตุ บางครั้งเด็กมุสลิมบางคนก็ทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ การเกทับคุยข่มกันหากทีมที่ตนเองชอบชนะทีมที่เพื่อนชอบ หรือแม้แต่การอุดหนุนสินค้าของสโมสรฟุตบอลเหล่านี้เป็นประจำ ท่านทราบหรือไม่ว่าสโมสรฟุตบอลบางแห่ง ได้นำรายได้จากการขายของที่ระลึกหรือรายได้ของสโมสรที่แฟนฟุตบอลทั้งหลายจ่ายเงินอุดหนุนกันไปนี้ ส่วนหนึ่งไปสนับสนุนกองกำลังของอิสราเอลที่ทำร้ายมุสลิมในปาเลสไตน์อยู่ทุกวัน โดยที่พี่น้องมุสลิมเราเองก็ยังคงชื่นชอบสโมสรฟุตบอลเหล่านี้อยู่ คงไม่ผิดที่จะบอกว่ายิวมันใช้เงินของเรา เพื่อทำร้ายพี่น้องของเราเอง โดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นอยากจะบอกว่ากีฬาของมุสลิมคือการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพดี สร้างความสามัคคี มิใช่กีฬาที่ต้องหมกมุ่นอยู่กับการเอาชนะหรือคลั่งไคล้จนเกินเหตุและอาจส่งผลร้ายต่อพี่น้องมุสลิมเราเองได้
ต่อมาอันตรายที่เกิดจากคำพูดก็ได้แก่ การด่าทอ การใส่ร้าย การพูดเรื่องเท็จ สังเกตุว่าเด็กๆในละแวกบ้านของเราบางคนพูดจากันหยาบคาย และไม่ให้เกียรติกัน สาเหตุส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเด็กจำคำพูดมาจากผู้ใหญ่ หรือได้ยินพ่อแม่พูดอยู่ทุกวัน จึงนำมาพูดบ้าง พอมาเจอเพื่อนก็เลยพูดกับเพื่อน เพื่อนก็เลยพูดตาม ผู้ปกครองบางท่านถึงกับตกใจที่ลูกพูดจาหยาบคาย ทั้งๆที่ตนเองก็ไม่เคยพูดจาเช่นนี้กับลูกหรือสอนลูกมาก่อน ดังนั้นผู้ปกครองจึงต้องช่วยกันบอกกล่าวตักเตือนบุตรหลานของท่านให้พูดจากันแต่สิ่งที่ดีๆ เพราะท่านนบีr ได้บอกว่า
من كان يؤمن بالله واليوم الآخر فليقل خيرا أو ليصمت
บุคคลใดศรัทธาต่ออัลลอฮและวันอาคิเราะห์ เขาก็จงพูดแต่สิ่งที่ดีงาม หรือไม่เช่นนั้นก็จงนิ่งเสีย
ศรัทธาชนที่อัลลอฮรักยิ่งทั้งหลาย หากท่านอยากให้บุตรหลานเป็นผู้ที่มีลักษณะ สุภาพเรียบร้อย ผมขอแนะนำให้ท่านส่งบุตรหลานของท่าน ได้เข้าฝึกฝนการท่องจำอัลกุรอาน เพราะอัลกุรอานจะขัดเกลาเขาให้อ่อนโยน หรือส่งเรียนศาสนา เพราะการทบทวนอัลกุรอานอยู่เสมอและการเรียนศาสนาเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้บุตรหลานของท่านได้กลายเป็นคนที่ดี คนที่มีความนอบน้อม โอบอ้อมอารี มีความรับผิดชอบ หากเป็นไปได้ท่านควรส่งบุตรหลานของท่านเข้าเรียนศาสนา และสามัญควบคู่กันไป เพราะการศึกษาในปัจจุบันเปิดกว้างที่จะให้เด็กได้ศึกษาทั้งสองทางเพื่อชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปในโลกนี้รู้เท่าทันโลกแห่งดุนยา และชีวิตที่จะต้องอยู่อย่างนิรันดร์ในโลกหน้าและรับการตอบแทนอันหอมหวาน
جَنَّـٰتُ عَدْنٍ يَدْخُلُونَهَا وَمَنْ صَلَحَ مِنْ ءابَائِهِمْ وَأَزْوٰجِهِمْ وَذُرّيَّاتِهِم ْ
สวนสวรรค์ทั้งหลายอันสถาพร พวกเขาจะเข้าไปอยู่พร้อมกับผู้ทำดีจากบรรพบุรุษของพวกเขา และคู่ครองของพวกเขา และบรรดาลูกหลานของพวกเขา และมลาอิกะฮ์จะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู (ของสวนสวรรค์)

أقول قولى هذا واستغفرالله العظيم لى ولكم ولسائرالمسلمين والمسلمات والمؤمنين والمؤمنات فاستغفروه إنه هوالغفورالرحيم


วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 20, 2550


โลกดุนยานี้มีสิ่งมีชีวิตต่างๆอาศัยอยู่มากมาย สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมาย่อมอำนวยประโยชน์ให้แก่กันและกัน เช่นต้นไม้หรือพืชผักนั้นได้อาหารจากดินและน้ำ และสัตว์หลายๆชนิดก็ได้กินต้นไม้และพืชเป็นอาหาร สัตว์อีกหลายชนิด ก็กินสัตว์ด้วยกันเองเป็นอาหาร และมนุษย์เราก็บริโภคทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ดังนั้นนี่คือกระบวนการตามธรรมชาติที่อัลลอฮ ตะอาลา บันดาลขึ้น เพื่อบ่าวของพระองค์
هُوَ الَّذِي خَلَقَ لَكُم مَّا فِي الأَرْضِ جَمِيعًا
พระองค์คือผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงในแผ่นดินเพื่อเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า
เมื่ออัลลอฮ ตะอาลา ประทานสรรพสิ่งต่างๆมาให้กับเราแล้ว เรามีหน้าที่ที่จะต้องเสาะหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่เหมาะสมและถูกต้องตามบัญชาที่พระองค์ทรงกำชับแก่เราว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ كُلُواْ مِن طَيِّبَاتِ مَا رَزَقْنَاكُمْ
บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงกินสิ่งที่ดีและสะอาดที่เราได้ประทานให้แก่พวกเจ้า
อายะห์นี้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าให้เราเสาะหา และเลือกรับประทานแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ ดังนั้นเรื่องอาหาร จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่เราจะต้องเอาใจใส่ในการบริโภค เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากินเข้าไป มันจะกลายเป็นเลือด เป็นเนื้อ เป็นเซลล์ที่เสริมสร้างอวัยวะต่างๆในร่างกายของเราให้เข้มแข็ง ให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง เพื่ออะไร? ก็เพื่อที่จะปฏิบัติอิบาดะห์ ทำหน้าที่ของบ่าวที่ต้องปฏิบัติเพื่อพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นหน้าที่ของเราเช่นเดียวกันที่จะต้องเลือกสรรอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสม และที่สำคัญ เลือกอาหารที่เป็นที่อนุมัติตามหลักการอิสลามและถูกสุขอนามัย
ในประเทศของเรา คนไทยส่วนมากเป็นคนพุทธ ฉะนั้น การที่มุสลิมจะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนานั้นจำเป็นจะต้องเคร่งครัดในการรับประทานอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งคนต่างศาสนาส่วนใหญ่จะเข้าใจเพียงว่า มุสลิมห้ามกินหมู หรืออย่างดีก็คือรู้ว่า ห้ามกินหมูกับกินเหล้า แค่นั้น อิสลามตระหนักถึงความสะอาดเป็นสำคัญ หมู หรือสุกรนั้นเป็นสัตว์ที่สกปรกตามบัญญัติ ในซูเราะห์อัลมาอิดะห์
حُرِّمَتْ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةُ وَالْدَّمُ وَلَحْمُ الْخِنْزِيرِ
ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง เลือด และเนื้อสุกร
แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ มุสลิมเราบางคนนั้นรู้และเข้าใจเท่าๆกับคนกาเฟรรู้ ก็คือรู้แค่ว่ามุสลิมไม่กินหมู เนื่องจากความรู้ทางศาสนาอันน้อยนิดบวกกับเพื่อนฝูงที่เป็นการเฟร
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มุสลิมคนนั้นจะนั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวหมู หรือร้านอาหารทั่วๆไปที่ไม่ใช่ร้านมุสลิม เพียงเพราะว่าสั่งอาหารที่ไม่มีหมูมาทาน ไม่สนใจว่าภาชนะที่ใส่อาหารที่เขาทานอยู่นั้นจะเคยใส่หมูมาก่อนหรือไม่ เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมูคือสิ่งสกปรก หรือเพราะความมักง่ายของเขาหากเขารู้ แต่ไม่ยอมหลีกเลี่ยง นับเป็นเรื่องน่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า
يَا أَيُّهَا النَّاسُ كُلُواْ مِمَّا فِي الأَرْضِ حَلالاً طَيِّبًا وَلاَ تَتَّبِعُواْ خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُّبِينٌ
มนุษย์ทั้งหลายพวกเจ้า จงกินสิ่งที่ได้รับอนุมัติและที่ดีจากสิ่งที่มีอยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าปฏิบัติตามแนวทางของมารเพราะมารเป็นศัตรูที่เปิดเผยของพวกเจ้า
อายะห์นี้บอกไว้อย่างชัดเจนว่าให้เราเลือกทานแต่ของที่ฮาลาล เราจะต้องออกห่างจากสิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา สั่งห้าม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การดื่ม หรือการสวมใส่เสื้อผ้าเครื่องประดับ เพราะว่าของฮารามนั้นจะนำมาซึ่งความเสียหาย
ในปัจจุบันนี้พบว่าแม่บ้านส่วนมากจะทำอาหารเพื่อรับประทานเองน้อยลง อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายๆอย่าง เป็นต้นว่าตัวแม่บ้านเองก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้านไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมาประกอบอาหารให้สมาชิกภายในบ้านรับประทาน หรือบางคนก็ทำงานบ้านจนไม่มีเวลา จึง ทำให้ต้องซื้ออาหารข้างนอกมาทานเป็นประจำ ดังนั้นการเลือกซื้อจะต้องคำนึงถึงเรื่องต่างๆต่อไปนี้
-ประการแรก จะต้องพิธีพิถันในการเลือกซื้อ หากเราพบร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่งแต่ท่านไม่แน่ใจว่าร้านนี้เป็นร้านมุสลิมหรือไม่ ก็ให้เราหลีกเลี่ยงร้านนั้นเสีย แล้วหาร้านอื่นแทน หรือหากว่าเป็นร้านมุสลิม แต่ท่านไม่แน่ใจว่าอาหารร้านนี้สะอาดหรือป่าว? หากทานไปแล้วเกรงว่าจะส่งผลเสียหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย ก็ให้หลีกเลี่ยงที่จะซื้อมาทาน ท่านรอซู้ลุลลอฮ ตะอาลา ได้บอกเอาไว้ว่า
(دع ما يُريبُكَ ، إلى ما لا يُرِيبُكَ )
( “ จงละทิ้งสิ่งที่ทำให้ท่านสงสัย และหันไปหาสิ่งที่ท่านไม่สงสัย”)
ดังนั้นของที่มันก้ำกึ่งหรือชุบฮัตก็สมควรที่จะเลี่ยงเสีย และถือเอาสิ่งที่เรามั่นใจดีกว่า
- ประการต่อมา จะต้องซื้อเท่าที่จำเป็น และเพียงพอต่อความต้องการ หมายถึงไม่ฟุ่มเฟือยในการซื้อ ไม่สุรุ่ยสุร่ายในการใช้จ่ายเงิน เพราะอัลลอฮI ไม่โปรดปรานผู้ที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
وَكُلُوا وَاشْرَبُوا وَلا تُسْرِفُوا إِنَّهُ لا يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ
พวกเจ้าทั้งหลายจงกิน จงดื่ม และอย่าสุรุ่ยสุร่าย เพราะแท้จริงพระองค์ไม่รักผู้ที่สุรุ่ยสุร่าย
-ประการที่สาม ต้องคำนึงถึงคุณค่าของอาหารที่ซื้อ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะอาหาร คือยาอย่างดี ที่จะทำให้เราปราศจากโรคภัย หากเลือกรับประทานของที่มีประโยชน์
แต่ในทางตรงข้ามอาหาร ก็คือโรคร้ายหากไม่ใส่ใจในการเลือกบริโภค ปัจจุบันพบว่ามุสลิมเราเป็นโรคกันมาก เช่นโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันอุตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน และโรคอื่นๆ สาเหตุส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการรับประทานอาหาร ดังนั้นทางที่ดี ควรรู้จักควบคุมอาหาร และหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันและเนื้อสัตว์ รับประทานผักผลไม้ให้มาก
ส่วนอาหารจำพวกแป้งที่ให้พลังงานมีความจำเป็นต้องทานแต่ ควรจะรับในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้มีแรงทำงานและประกอบศาสนกิจ
เราต้องไม่มักมากในการกิน ภาษาอาหรับใช้คำว่า الاعتدال في الطعام คือการทานอาหารแต่พอดีซึ่งความยหมายของคำนี้ก็กลับไปหาอายะห์อัลกุรอานที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ก็คือ
وَكُلُوا وَاشْرَبُوا وَلا تُسْرِفُوا
ท่านทั้งหลายจงกินจงดื่มและอย่าฟุ่มเฟือย
อายะห์นี้เรียกร้องให้เรากินและดื่มและกำชับเราไม่ให้ทำอะไรเกินขอบเขต แท้ที่จริงเรื่องของความพอเพียงนั้นเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยของท่านนบีมุฮำหมัด ซ.ล. และบรรดาซอฮาบะห์ พวกเขาได้ยึดถือเอาความพอดีเป็นพื้นฐาน ตัวอย่างของ ความพอดีนี้ก็ได้แก่ เมื่อทานอาหารแล้ว ก็ไม่ทานมากจนเกินไปเพราะอาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น อาจเกิดกรดในกระเพาะอาหารได้ หรือ เมื่อต้องการจะถือศีลอด ก็จำเป็นที่จะต้องทานอาหารซุโฮร เพราะว่าท่านนบี ซ.ล. ไม่สนับสนุนให้ถือศีลอด โดยไม่ได้ทานอะไรเลย เพราะนั่นจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายเช่นเดียวกัน
หันมาดูในส่วนของผู้จำหน่ายอาหารกันบ้าง สำหรับผู้ที่ขายอาหารจะต้องมีอิคลาศ มีความบริสุทธิ์ใจในอาชีพของตนเอง ผู้ขายจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ การทำอาหารจะต้องถูกต้องทำหลักการทุกขั้นตอน ส่วนประกอบหรือวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ต้องเลือกสรรอย่างดีมีคุณภาพไม่ใช้ของที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือวัตถุที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ผู้ขายจะต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตนเองถือว่าเป็นอะมนะห์ที่ผู้ซื้อนั้นไว้ใจในอาหารที่เราทำ เพราะผู้ซื้อเองบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นการปรุงอาหารทุกขั้นตอนของผู้ขายได้ ดังนั้นผู้ขายจะต้องนำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์มาจำหน่าย และต้องคำนึงถึงความสะอาด ทุกขั้นตอน ไม่ใช่ทำขายเพื่อหวังกำไรเพียงอย่างเดียว
การเอาใจใส่ดูแลสุขภาพนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับมุสลิม เพราะนั่นเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรักษาสิ่งที่อัลลอฮ ตะอาลา ประทานให้ ก็คือชีวิตของเรา หากเราไม่ระวังรักษาตัวของเรา เราก็จะตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ประสิทธิภาพในการทำอิบาดะห์ของเราก็จะลดลงไปด้วย
หวังว่าคุตบะห์นี้คงจะทำให้ท่านได้รับประโยชน์และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านคงจะนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อว่าทุกท่านจะได้เป็นผู้ที่พระองค์อัลลอฮ ตะอาลา รักและโปรดปราน

วันศุกร์, กันยายน 01, 2549


ศรัทธาชนทุกท่าน
อัลลอฮตะอาลา ได้ลงฟัรดูการทำละหมาด ณ ที่นครมักกะห์ และท่านรอซู้ลก็ได้ทำการละหมาด โดยที่หันหน้าไปทางกะอ์บะห์ แต่ต่อมา เมื่อท่านนบี ได้อพยพไปสู่นครมาดีะห์ อัลลอฮตะอาลาทรงบัญชาใช้ให้ท่านนบี ทำการละหมาดโดยหันหน้าไปทาง บัยตุ้ลมักดิส รวมระยะเวลาทั้งหมด ประมาณ 16 ถึง 17 เดือน โดยที่ ณ เวลานั้น ท่านนบีเองปรารถนาอย่างยิ่งที่จะหันหน้าไปทางบัยตุ้ลลอฮ ณ มัสยิด อัลฮารอม
รายงานจากท่านบุคอรี จากท่าน บัรรออ์ บุตร ฆอริบ ได้กล่าวว่า “ขณะที่ท่านรอซู้ล(ซล.) กำลังละหมาดโดยหันไปทาง บัยตุ้ลมักดิสอยู่นั้น บ่อยครั้งที่ท่านแหงนมองขึ้นไปบนฟ้า และรอคอย คำสั่งจากอัลลอฮตะอาลา และแล้ว ก็มีรับสั่งจากอัลลอฮ ตะอาลาว่า ...
قَدْ نَرَى تَقَلُّبَ وَجْهِكَ فِي السَّمَاء فَلَنُوَلِّيَنَّكَ قِبْلَةً تَرْضَاهَا فَوَلِّ وَجْهَكَ شَطْرَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَحَيْثُ مَا كُنتُمْ فَوَلُّواْ وُجُوِهَكُمْ شَطْرَهُ وَإِنَّ الَّذِينَ أُوْتُواْ الْكِتَابَ لَيَعْلَمُونَ أَنَّهُ الْحَقُّ مِن رَّبِّهِمْ وَمَا اللّهُ بِغَافِلٍ عَمَّا يَعْمَلُونَ
“แท้จริงเราเห็นใบหน้าของเจ้าแหงนไปในฟากฟ้าบ่อยครั้ง แน่นอนเราก็จะให้เจ้าผินไปยังทิศกิบละห์ที่เจ้าพึงใจ ดังนั้นเจ้าจงผินใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดิลฮะรอมเถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเจ้าไปทางมัสยิดอัลฮารอมและแท้จริงบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์(หมายถึง ยิว และ คริสต์)นั้นย่อมรู้ดีว่ามันคือความจริงที่มาจากพระเจ้าของพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงเผลอในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน”
ศรัทธาชนที่เคารพ
ในอายะห์ที่กล่าวมานี้ เป็นบัญชาจากอัลลอฮตะอาลาที่มีต่อมุสลิม ให้พวกเขานั้นหันกลับไปทางกะอ์บะห์ หลังจากที่พวกเขาได้หันหน้าไปยังบัยตุ้ลมักดิส และยึดเอาบัยตุลมักดิสเป็นกิบลัตอยู่ในเวลานั้น
อันที่จริงแล้วการหันหน้าไปทางกะอบะห์นั้น เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงตำแหน่งของประชาชาติของท่านนบีมุฮำหมัด (ศอลฯ) ซึ่งอัลลอฮตะอาลา ได้เลือกที่นี่ไว้ให้กับพวกเรา เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งการทำอิบาดะห์ ในหลายภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นฟัรดู การละหมาด การทำฮัจย์ การทำอุมเราะห์ หรือ สุนัตต่างๆ อย่างเช่น การอ่านอัลกุรอานโดยหันหน้าไปทางกิบละห์ เป็นต้น
กะอ์บะห์ยังเป็นสิ่งที่ยืนยันถึง สาส์นอิสลามแห่งสากลจักรวาลเพราะท่านนบีมุฮำหมัด(ศอลฯ)นั้นเป็นศาสนทูตองค์สุดท้าย และศาสนาของมุฮำหมัดก็เป็นศาสนาสุดท้าย ไม่มีศาสนาใดที่เที่ยงแท้หลังจากนี้อีกแล้ว และอัลกุรอานก็เป็นคือคัมภีร์สุดท้ายที่ถูกประทานลงมาฟากฟ้า ดังนั้นกะอ์บะห์และมัสยิดอัลฮารอม จึงเป็นหนึ่งในสามของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของอิสลาม ที่เรามุสลิมทั้งหลายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้
การเปลี่ยนกิบละห์นั้นเกิดขึ้นในช่วงกลางของเดือนชะอ์บาน หรือที่เราเรียกว่า นิซฟุชะอ์บาน แล้วอะไรคือสิ่งที่เหตุการณ์ณ์นี้ได้ทิ้งร่องรอยไว้ให้กับเรา?
แท้จริงพวกยาฮูดี และพวกมุนาฟิกได้ยึดเอาเรื่องนี้เป็นเครื่องมือใส่ร้ายอิสลาม และท่านนบีของเรา พวกเหล่านี้พยายามกล่าวหาว่าท่านนบีเรื่องที่ท่านนบีนั้นหันไปที่บัยตุ้ลมักดิส เป็นการลอกเลียนแบบหรือปฏิบัติตามพวกเขา แต่ท่านนบีกลับมาขัดแย้งกับศาสนาพวกเขาทั้งๆที่ท่านก็ได้ทำในสิ่งที่พวกยะฮูดียึดถือ แต่ว่า ท่านผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงแล้วบรรดาพวกที่ฉ้อฉลเหล่านี้นั้นผิดพลาดอย่างยิ่ง อันที่จริง ศาสนาของอัลลอฮตะอาลานั้นมีเพียงศาสนาเดียวและท่านนบีมูฮำหมัด(ซอลฯ) ได้มาเพื่อยืนยัน มาพร้อมกับอัลกุรอาน ดำรัสของอัลลอฮ์ตะอาลา มาเพื่อแก้ไขในสิ่งที่พวกเขาได้สร้างความเสียหายเอาไว้ และชี้แนะพวกเขา ในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ ในการกระทำที่โง่เขลาของพวกนั้น และนำพาพวกเขาไปสู่หนทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง อันที่จริงการหันหน้าไปที่บัยตุลมักดิส ต่อมาก็หันไปทางบัยตุลลอฮ์นั้น มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของพวกเขาอยู่แล้ว และพวกเขาก็รู้เรื่องดังกล่าวดี ถึงลักษณะการละหมาดของท่านนบีที่หันไปทางสองกิบละห์
الَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَعْرِفُونَهُ كَمَا يَعْرِفُونَ أَبْنَاءَهُمْ وَإِنَّ فَرِيقًا مِّنْهُمْ لَيَكْتُمُونَ الْحَقَّ وَهُمْ يَعْلَمُونَ
“บรรดาผู้ที่เราได้ให้ คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขาย่อมรู้จักเขา(*มุฮำหมัด*) ดีเหมือนกับที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของเขาเอง และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขานั้นปิดบังความจริง(*ปิดบังลักษณะของท่านนะบีมุฮัมมัดที่ระบุไว้คัมภีร์ของพวกเขา *) ไว้ทั้ง ๆ ที่พวกเขารู้กันอยู่”
พวกมุนาฟิกและยาฮูดีเหล่านั้นกลับกล่าวว่า เราไม่รู้หรอกว่า มุฮำหมัดหันไปทางไหน หากมุฮำหมัดหันไปที่บัยตุ้ลมักดิสซึ่งเป็นทิศกิบละห์แรกนั้น ดังนั้นการที่มุฮำหมัดผินออกจากบัยตุ้ลมักดิส ก็ถือว่ามุฮำหมัดนั้นได้ละทิ้งสิ่งที่ถูกต้องไป แต่หากว่ากิบละห์ที่สอง ซึ่งก็คือกะอ์บะห์ เป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับมุฮำหมัดแล้ว ก็ถือว่ามุฮำหมัดนั้นเป็นผู้มดเท็จ ใช้ไม่ได้ นี่ก็คือเหตุผลอันไร้สาระของพวกที่กล่าวหาเรื่องที่ท่านนบีหันไปสู่กะอ์บะห์นั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
และด้วยเหตุนี้เอง อัลกุรอานจึงได้เรียกพวกเขาเหล่านี้ว่า سُفَهاء ซึ่งหมายถึง บรรดาผู้ที่โง่เขลา ซึ่งอัลกุรอานได้ตอบโต้ ในสิ่งที่พวกเขาได้ใส่ร้ายว่า

سَيَقُولُ السُّفَهَاء مِنَ النَّاسِ مَا وَلاَّهُمْ عَن قِبْلَتِهِمُ الَّتِي كَانُواْ عَلَيْهَا
“บรรดาผู้โฉดเขลาในหมู่มนุษย์นั้น(*ยาฮูดีและคริส*) จะกล่าวว่า อะไรเล่าที่ทำให้พวก(*มุสลิม*)หันออกไปจากกิบลัต(*บัยตุ้ลมักดิส*) ที่พวกมุสลิมเคยผินไป”
قُل لِّلَّهِ الْمَشْرِقُ وَالْمَغْرِبُ يَهْدِي مَن يَشَاء إِلَى صِرَاطٍ مُّسْتَقِيمٍ
“( จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น พระองค์จะทรงแนะนำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ไปสู่ทางอันเที่ยงตรง”
อัลกุรอานได้บรรยายเอาไว้ ว่าพวกเขาพยายามที่จะสร้างความวุ่นวาย พวกนี้เป็นพวกที่หัวแข็ง ดื้อรั้น ไม่เคยคิดที่จะศรัทธาเลยแม้แต่น้อย
وَلَئِنْ أَتَيْتَ الَّذِينَ أُوتُواْ الْكِتَابَ بِكُلِّ آيَةٍ مَّا تَبِعُواْ قِبْلَتَكَ وَمَا أَنتَ بِتَابِعٍ قِبْلَتَهُمْ وَمَا بَعْضُهُم بِتَابِعٍ قِبْلَةَ بَعْضٍ وَلَئِنِ اتَّبَعْتَ أَهْوَاءهُم مِّن بَعْدِ مَا جَاءَكَ مِنَ الْعِلْمِ إِنَّكَ إِذَاً لَّمِنَ الظَّالِمِينَ
“และแน่นอน ถ้าหากเจ้าได้นำหลักฐานทุกอย่างมาแสดงแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์พวกเขาก็ไม่ตามกิบลัตของเจ้า(*อัล-กะบ์อะฮ์*) และเจ้าก็มิใช่จะเป็นผู้ตามกิบลัตของพวกเขา และบางกลุ่มในพวกเขาเองก็มิใช่จะเป็นผู้ตามกิบลัตของอีกบางกลุ่ม(*ยิวและคริสเตียน ต่างก็ไม่ยอมตามกิบลัตของกันและกัน) และถ้าหากเจ้าไปปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่มีความรู้มายังเจ้าแล้ว แน่นอนทันใดนั้น เจ้าก็อยู่ในหมู่ผู้อธรรม”
และด้วยเหตุนี้อัลลอฮทรงมีพระประสงค์เป็นอย่างยิ่งที่จะทดสอบบ่าวของพระองค์ เพื่อที่ว่า ใครก็ตามปฏิบัติตามแนวทางของท่านรอซู้ล(ศอลฯ) คนหนึ่งคนใดจากพวกเขานั้นจะได้กลับตัวกลับใจในที่สุด ดังในโองการที่ว่า
وَمَا جَعَلْنَا الْقِبْلَةَ الَّتِي كُنتَ عَلَيْهَا إِلاَّ لِنَعْلَمَ مَن يَتَّبِعُ الرَّسُولَ مِمَّن يَنقَلِبُ عَلَى عَقِبَيْهِ وَإِن كَانَتْ لَكَبِيرَةً إِلاَّ عَلَى الَّذِينَ هَدَى اللَّهُ وَمَا كَانَ اللَّهُ لِيُضِيعَ إِيمَانَكُمْ إِنَّ اللَّهَ بِالنَّاسِ لَرَؤُوفٌ رَّحِيمٌ
“และเรามิได้ให้มีขึ้นซึ่งกิบลัตที่เจ้าเคยผินไป นอกจากเพื่อเราจะได้รู้ว่าใครบ้างที่จะปฏิบัติตามร่อซูล จากผู้ที่กำลังหันสันเท้าทั้งสองของเขากลับ(*2*) และแท้จริงการเปลี่ยนแปลงกิบลัตนั้น เป็นเรื่องใหญ่นอกจากแก่บรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงแนะนำเท่านั้น และใช่ว่าอัลลอฮ์นั้นจะทำให้การศรัทธาของพวกเจ้าสูญไปก็หาไม่แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาแก่มนุษย์เสมอ”
ท่านฮาซัน อัลบาซอรีย์ ได้อธิบายอายะห์ที่ได้กล่าวไปแล้ว ว่า อัลลอฮ์ไม่ได้ให้ ท่านนบี และการผินของบรรดามุสลิมพร้อมกับท่านนบีนั้น สูญเปล่า ดังนั้นการที่มุสลิมได้ทำการการเปลี่ยนกิบละห์นี้ ก็คือการทดสอบ และผลของการทดสอบนี้ ไม่ได้กลับไปหาอัลลอฮตะอาลา แต่ว่าผลนั้นกลับไปหาบ่าวของพระองค์ ซึ่งพวกเขาจะต้องรับรู้ถึงรากฐานอันอ่อนแอในสังคมของพวกเขาในขณะนั้น เนื่องมาจากเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ที่มีศรัทธาไม่มั่นคง เกิดความสงสัย และปฏิเสธการศรัทธาก็มี ดังนั้นความพยายามรักษา รากฐานของสังคม และทำให้สังคมนั้นเข้มแข็ง จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเชื่อฟังคำสั่งของท่านนบีนั่นเอง
ศรัทธาชนที่เคารพ
การเปลี่ยนกิบละห์ เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดสมรภูมิบาดัร กุบรอ ประมาณหนึ่งเดือนกว่าๆ กระทั่งท่านรอซู้ล(ซอลฯ)ได้เข้าสู่สนามรบพร้อมกับบรรดาซอฮาบะห์ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮตะอาลา และพร้อมที่จะปฏิบัติตามท่านรอซู้ล พวกเขาเหล่านี้ได้ทำให้ศาสนาของอัลลอฮ์ แข็งแรง โดยการสนับสนุนของท่านรอซู้ล อัลลอฮ์จึงทำให้พวกเขาอยู่อย่างมั่นคงบนแผ่นดินของพระองค์
พี่น้องมุสลิมที่เคารพ ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่ออัลลอฮ ตะอาลา จงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด และจงทำจิตใจของพวกท่านให้สะอาดปราศจากความริษยาต่อกัน จงออกห่างสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย และจงปฏิบัติตามนบีของพวกท่านเถิด ท่านทั้งหลายทราบหรือเปล่าว่าท่านนบีของเรานั้น ทำการถือศีลอดในเดือนชะอ์บานนี้เป็นส่วนใหญ่ จากท่านหญิงอาอิชะห์ รอดิยัลลอฮุอันฮา ท่านกล่าวว่า ท่านไม่เห็นว่ามีเดือนใดท่านนบีจะทำการถือศีลอดครบเดือนเลย นอกจากเดือนรอมาฎอน และนอกจากรอมาฎอนแล้ว ท่านก็ไม่เคยเห็นเดือนไหนที่ท่านนบีถือศีลอด มากเท่ากับเดือนชะอ์บาน
ดังนั้นชะอ์บาน คือเดือนที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะทำอิบาดะห์ให้มาก ทั้งขอดุอาอ์ กล่าว อิซติฆฟาร ขออภัยโทษต่อบาป และสนับสนุนให้ทำการถือศีลอดเป็นประจำ คือ ถือศีลอดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ รอมาฎอนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
วันและเดือนต่างๆ จะมีความประเสริฐได้นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ต่างๆในประวัติศาสตร์ที่อุบัติขึ้น โดยที่มันได้ทิ้งร่องรอยอันน่าประทับใจ และน่าจดจำหลายๆอย่าง และจากเรื่องราวที่ได้เล่ามานี้ เดือนชะอ์บานจึงเป็นเดือนอีกเดือนหนึ่งจากเดือนอันประเสริฐหลายๆเดือน ที่มุสลิมเราทั้งหลายจะได้ร่วมกัน ปฏิบัตตามซุนนะห์ของท่านรอซู้ล ด้วยการพูดจากันด้วยคำพูดที่ดี การพากเพียรที่จะถือศีลอด และการทำอามัลอิบาดะห์อื่นๆตามแบบฉบับของท่านนบีมุฮำหมัด(ซอลฯ) ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และมุ่งหวังที่จะให้อัลลอฮตะอาลานั้น รับการเตาบะห์และอภัยโทษต่อความผิดที่ได้กระทำมา

วันศุกร์, กรกฎาคม 07, 2549

พี่น้องมุสลิมทุกท่าน
ท่านทั้งหลายจงยำเกรงต่อ อัลลอฮ และจงใคร่ครวญถึงโองการต่างๆที่ชี้ถึงอานุภาพของพระองค์ เพื่อรับทราบถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และสักการะต่อพระองค์
แท้จริงอัลลอฮตะอาลาได้บันดาลชั้นฟ้าและแผ่นดิน และระหว่างฟ้าและแผ่นนั้นพระองค์ได้สร้างสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ภูเขา ต้นไม้ ทะเล แม่น้ำ สร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นระเบียบ รวมระยะเวลา 6 วัน ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงสามารถที่จะบันดาลมันได้ในชั่วพริบตาก็ตาม
إِنَّمَا قَوْلُنَا لِشَيْءٍ إِذَا أَرَدْنَاهُ أَن نَّقُولَ لَهُ كُن فَيَكُونُ
“แท้จริงคำกล่าวของราแก่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อเราปรารถนามัน เราก็จะกล่าวแก่มันว่า จงเป็น แล้วมันก็เป็นขึ้น”
وَمَا أَمْرُنَا إِلَّا وَاحِدَةٌ كَلَمْحٍ بِالْبَصَرِ
“ และกิจการของเรา (ในการสร้าง) นั้นเพียง (บัญชา) ครั้งเดียว เหมือนกับชั่วพริบตาเดียว ”
อัลลอฮตะอาลา ทรงบันดาลสิ่งต่างๆที่กล่าวมาในเวลา 6 วัน อันมีนัยยะซ่อนอยู่ ซึ่งก็เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ และแท้จริงอัลลอฮตะอาลาทรงบันดาลมนุษย์ มาจากดิน พระองค์สร้างท่านนบีอาดำมาจากดิน ต่อจากนั้นก็ให้ลูกหลานของท่านนบี เกิดมาจากน้ำที่พุ่งออกมาจากกระดูกสันหลังและส่วนบนของอก ต่อจากนั้นทำให้อยู่ที่ที่มั่นคง ปลอดภัยจากแสงแดด อากาศ ความร้อน และความเย็น พระองค์ได้บันดาลให้ตัวอ่อนซ่อนตัวอยู่ในความมืดถึง 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 คือความมืดของท้องมารดา
ชั้นที่ 2 คือความมืดของมดลูก
และชั้นที่ 3 คือความมืดของถุงน้ำคร่ำ
40 วันหลังจากปฏิสนธิ ก็จะกลายเป็นเลือดก้อน จากเลือดก้อนก็จะเริ่มเป็นตัวอ่อนมีเนื้อหนัง หลังจากครบสี่เดือน อัลลอฮจะใช้ให้มาลาอิกะห์ เป่าวิญญาณเข้าไปและกลายเป็นมนุษย์ สิ่งที่ถูกสร้างที่มีสติปัญญาอย่างสมบูรณ์แบบ แท้จริง อัลลอฮตะอาลาทำให้บรรดาบ่าวได้เห็น และให้พวกเขาได้พิจารณาตรึกตรองถึงพลานุภาพของพระองค์
และอัลลอฮตะอาลาทรงสร้างท่านนบีอีซาอะลัยฮิสลาม มาจากมารดา ก็คือพระนางมัรยัม โดยปราศจาก จากบิดา และ ด้วยเดชานุภาพของพระองค์ ท่านนบีอีซาสามารถพูดได้ตั้งแต่แรกคลอด แต่ละคำพูดของท่านก็ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง
قَالَ إِنِّي عَبْدُ اللَّهِ آتَانِيَ الْكِتَابَ وَجَعَلَنِي نَبِيّا ً
وَجَعَلَنِي مُبَارَكاً أَيْنَ مَا كُنتُ وَأَوْصَانِي بِالصَّلَاةِ وَالزَّكَاة
وَبَرّاً بِوَالِدَتِي وَلَمْ يَجْعَلْنِي جَبَّاراً شَقِيّا ً مَا دُمْتُ حَيّاً
وَالسَّلَامُ عَلَيَّ يَوْمَ وُلِدتُّ وَيَوْمَ أَمُوتُ وَيَوْمَ أُبْعَثُ حَيّاً

“เขา (อีซา) กล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและทรงให้ฉันเป็นนบี และพระองค์ทรงให้ฉันได้รับความจำเริญ ไม่ว่าฉันจะอยู่ ณ ที่ใด และทรงสั่งเสียให้ฉันทำการละหมาดและจ่ายซะกาตตราบที่ฉันมีชีวิตอยู่ และทรงให้ฉันทำดีต่อมารดาของฉันและจะไม่ทรงทำให้ฉันเป็นผู้หยิ่งยะโส ผู้เลวทรามต่ำช้า และความศานติจงมีแด่ฉัน วันที่ฉันถูกคลอด และวันที่ฉันตาย และวันที่ฉันถูกฟื้นขึ้นให้มีชีวิตใหม่”
อัลลอฮตะอาลาได้บอกเราเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านนบีอีซาอะลัยฮิสลามไว้ในอัลกุรอานเกี่ยวกับ มัวอ์ญิซาต ก็คือท่านได้ปั้นดินให้เป็นรูปนก จากนั้นท่านก็เป่าไปที่รูปปั้นนั้น แล้วมันก็กลายเป็นนกจริงๆขึ้นมา ด้วยพระประสงค์ของพระองค์ และท่านนบีก็ได้รักษาคนที่ตาบอดแต่กำเนิดให้หาย รักษาคนที่เป็นโรคเรื้อน และทำให้คนที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมา ด้วยอนุมัติของอัลลอฮตะอาลา
และอัลลอฮ์ทรงเล่าถึงเหตุการณ์ที่ปรากฏในซูเราะห์ อัลบากอเราะห์ 5 เหตุการณ์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพในโลกดุนยา
เรื่องแรกเป็นเรื่องของชาวบนีอิสรอเอล ที่พวกเขาได้กล่าวกับท่านนบีมูซาว่า
لَن نُّؤْمِنَ لَكَ حَتَّى نَرَى اللَّهَ جَهْرَةً
“เราจะไม่ศรัทธาต่อท่านเป็นอันขาดจนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮโดยเปิดเผย”
และทันใดนั้นขณะที่พวกเขากำลังเฝ้าดูในสิ่งที่พวกเขาร้องขออยู่นั้นก็มีสายฟ้าฟาดลงมาที่พวกเขา และพวกเขาก็เสียชีวิตทั้งหมด ต่อมาอัลลอฮก็ได้ให้พวกเขาฟื้นคืนชีพมาอีกครั้งหนึ่ง
ในเรื่องนี้อัลลอฮตะอาลาได้บอกกับพวกบนีอิสรออีลว่า
وَإِذْ قُلْتُمْ يَا مُوسَى لَن نُّؤْمِنَ لَكَ حَتَّى نَرَى اللَّهَ جَهْرَةً فَأَخَذَتْكُمُ الصَّاعِقَةُ وَأَنتُمْ تَنظُرُونَ ثُمَّ بَعَثْنَاكُم مِّن بَعْدِ مَوْتِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ
“และจงรำลึกถึง ขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า โอ้มูซา เราจะไม่ศรัทธาต่อท่านเป็นอันขาด จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮโดยเปิดเผย แล้วสายฟ้าผ่าก็ได้คร่าพวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้ามองดูกันอยู่ ภายหลังเราได้ให้พวกเจ้าคืนชีพ หลังจากที่พวกเจ้าได้ตายไปแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ”
เรื่องที่สอง เหตุการณ์ การฆาตกรรมที่กล่าวขาน โจษจันท์สะเทือนขวัญ ของชาวบนีอิสรอเอล ในสมัยของท่านนบี มูซา อาลัยฮิสลามฯ จนกระทั่งอัล กุรอ่าน ได้ประทานลงมาเล่าถึงความจริง ถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ ให้กับท่านนบี ซ.ล และพวกเราได้รู้ถึงความจริง และมีนัยยะแห่งปัญญา อันมากมายภายในเรื่องนี้ โดยคนที่ถูกฆาตกรรม เป็นชนเผ่าหนึ่งของชาวบนีอิสรอเอลเขาถูกฆ่า ด้วยน้ำมือ ของลูกชายน้า เขาเอง แต่พวกเขากลับกล่าวหา ใส่ร้ายชนเผ่าอื่นว่า เป็นผู้ทำการฆาตกรรมครั้งนี้ ( โดยพวกเขาไม่เสาะหาเบื้องหลังของความเป็นจริง ) จนมีการโต้เถียง ทะเลาะวิวาท กันอย่างรุนแรงระหว่างสองเผ่า เรื่องได้บานปลายมาถึงท่านนบี มูซา อาลัยฮิสลาม มาทำการตัดสินหาฆาตกร ในครั้งนี้ โดยที่พระอัลเลาะห์ ซ.บ ได้มีวาฮีย์แก่นบี มูซา อาลัยฮิสลามฯ ให้พวกเขาเชือดวัวตัวหนึ่ง แล้วเอาส่วนหนึ่งของวัวตัวนั้นมา ทำการตีลงบนตัวของผู้ตาย แล้วพระองค์ อัลเลาะฮ์จะให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมา บอกถึงความเป็นจริง จากโองการ.....
وَإِذْ قَتَلْتُمْ نَفْساً فَادَّارَأْتُمْ فِيهَا وَاللّهُ مُخْرِجٌ مَّا كُنتُمْ تَكْتُمُونَ فَقُلْنَا اضْرِبُوهُ بِبَعْضِهَا كَذَلِكَ يُحْيِي اللّهُ الْمَوْتَى وَيُرِيكُمْ آيَاتِهِ لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ
“และจงนึก เมื่อตอนที่สูเจ้าฆ่าชายคนหนึ่ง และสูเจ้าก็เริ่มซัดทอดกันในเรื่องนี้ แต่อัลลอฮ์ก็ได้นำเรื่อง ที่สูเจ้าปิดบังออกมาเปิดเผย ดังนั้น เราจึงได้บัญชาว่า จงฟาดไปที่ศพของคนที่ถูกฆ่า โดยใช้ส่วนหนึ่งของวัวที่ถูกเชือดพลี จงดูว่าอัลลอฮ์ ทรงทำให้คนตาย กลับฟื้นมีชีวิตได้อย่างไร และพระองค์ ได้ทรงแสดงสัญญาณให้เห็น เพื่อที่ว่าสูเจ้าจะได้เข้าใจ”

เรื่องที่สาม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนหลายพันคนของชนกลุ่มชาวบนี ิอิสรอเอลฯ ซึ่งพวกเขาพยายามที่จะหนีจากความตาย หนีออกจากหมู่บ้านของพวกเขา บางตัฟซีร กล่าวว่า หนีเพราะโรคระบาด และบางตัฟซีร กล่าวว่า หนีเพราะศัตรูที่มีพลังอำนาจเหนือกว่า บุกเข้ามาโจมตี แย่งดินแดน เพื่อจะกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก แต่ทว่า ไม่ว่าพวกเขาจะหนีไปแห่งหนใด พวกเขาก้อไม่สามารถที่จะหนีพ้นจากอำนาจของพระองค์อัลลอฮไปได้ พระองค์ก็ได้ทำให้พวกเขาตาย เพื่อให้พวกเขาได้รู้ถึงพลังอำนาจของพระองค์ ต่อจากนั้นพระองค์ ก็ทำให้พวกเขามีชีวิตเหมือนเดิม จนกระทั่งพวกเขาตาย ตามอายุขัยของพวกเขา ซึ่งดังกล่าวบ่งบอกถึงอำนาจ เดชานุภาพ ที่ยิ่งใหญ่ ของพระองค์ และทุกอย่างอยู่ในกำมือของพระองค์
أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ خَرَجُواْ مِن دِيَارِهِمْ وَهُمْ أُلُوفٌ حَذَرَ الْمَوْتِ فَقَالَ لَهُمُ اللّهُ مُوتُواْ ثُمَّ أَحْيَاهُمْ إِنَّ اللّهَ لَذُو فَضْلٍ عَلَى النَّاسِ وَلَـكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لاَ يَشْكُرُونَ
“เจ้าไม่รู้ดอกหรือ? ถึง (ประวัติของ) บรรดาผู้ที่ออกจากบ้านเมือง โดยมีจำนวนนับเป็นพันคน เพราะความกลัวตาย แต่แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงตรัสแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงตายเถิด ครั้นต่อมาพระองค์ก็ชุบชีวิตพวกเขา (ขึ้นมาใหม่) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงไว้ซึ้งความโปรดปรานแก่มวลมนุษย์ แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากหาได้ขอบคุณพระองค์ไม่”

เรื่องที่สี่ เรื่องราวที่แสดงถึง ความมหัศจรรย์ ที่พระองค์ ได้สำแดงอำนาจ อันเดชานุภาพของพระองค์ ให้มนุษย์ทั้งหลายได้เห็น มีชายคนหนึ่งตัฟซีรบางเล่มบอกว่าเป็น นบีคิเดร บางเล่มบอกว่าเป็นท่านนบี อาซีซ ได้เดินทาง พร้อมเสบียงอาหาร และพาหนะของเขา ชายผู้นี้ ได้เดินผ่านหมู่บ้านหนึ่ง กล่าวกันว่า หมู่บ้านนี้ คือหมุ่บ้าน บัยตุ้ลมักดิส ถูกทำลายโดย กษัตริย์แห่งบาบิโลน เมื่อก่อนคริสตกาล ซึ่งถูกทิ้งร้าง สภาพบ้านเรือนก็พังเสียหาย ชายผู้นี้จึงคิดว่าเป็นการยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม พระองค์อัลลอฮจึงประสงค์ให้เขาทราบถึง เดชานุภาพของพระองคฺ โดยทำให้เขาตาย ที่หมู่บ้านแห่งนั้น เป็นเวลาร้อยปี พร้อมกับลาซึ่งเป็นพาหนะของเขา ที่สลายไปแล้วเหลือแต่กระดูกที่กองอยู่ มีแต่เสบียงอาหารของเขาเท่านั้น ที่สร้างความอัศจรรย์ เป็นอย่างมาก เพราะมันยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง สักนิดเดียว แม้เวลาจะผ่านไปแล้วเป็นร้อยๆ ปี สภาวะ อากาศไม่สามารถ ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพของอาหารได้เลย ต่อมาด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ พระองค์ ได้ทำให้เขาฟื้นชีพขึ้นมาอีก พร้อมกับพาหนะของเขา ที่ย่อยสลาย ไปกับกาลเวลา ที่ผ่านไปร้อยปี ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง
أَوْ كَالَّذِي مَرَّ عَلَى قَرْيَةٍ وَهِيَ خَاوِيَةٌ عَلَى عُرُوشِهَا قَالَ أَنَّىَ يُحْيِـي هَـَذِهِ اللّهُ بَعْدَ مَوْتِهَا فَأَمَاتَهُ اللّهُ مِئَةَ عَامٍ ثُمَّ بَعَثَهُ قَالَ كَمْ لَبِثْتَ قَالَ لَبِثْتُ يَوْمًا أَوْ بَعْضَ يَوْمٍ قَالَ بَل لَّبِثْتَ مِئَةَ عَامٍ فَانظُرْ إِلَى طَعَامِكَ وَشَرَابِكَ لَمْ يَتَسَنَّهْ وَانظُرْ إِلَى حِمَارِكَ وَلِنَجْعَلَكَ آيَةً لِّلنَّاسِ وَانظُرْ إِلَى العِظَامِ كَيْفَ نُنشِزُهَا ثُمَّ نَكْسُوهَا لَحْمًا فَلَمَّا تَبَيَّنَ لَهُ قَالَ أَعْلَمُ أَنَّ اللّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ
“หรืออุปมาผู้ที่ผ่านมาเมืองหนึ่ง และมันพังยุบลงมาทั้งหลังคาของมัน เขากล่าวว่า เมื่อใดหนออัลลอฮ์ จึงจะฟื้นฟูเมืองนี้ขึ้นมาอีก หลังจากที่มันได้ตาย (พังทลาย) ไปแล้ว ครั้นแล้วอัลลอฮ์ ก็ทำให้เขาตายไปหนึ่งร้อยปี หลังจากนั้น พระองค์ก็ได้ให้เขาฟื้นขึ้นมาอีก (เมื่อฟื้นแล้ว) พระองค์ก็ตรัสว่า (ถามเขา) ว่า เจ้าพักอยู่นานเท่าใด เขาทูลตอบว่า ข้าพเจ้าพักอยู่หนึ่งวันหรือครึ่งวัน พระองค์ทรงตรัส (แก่เขา) ว่า ความจริงเจ้าพักอยู่ถึงหนึ่งร้อยปี เจ้าจงมองไปที่อาหารและเครื่องดื่มของเจ้าสิ มันยังไม่เน่าบูดเลย และเจ้าจงมองไปที่ลาของเจ้า (ที่ใช้ขี่มันมา) ซิ (ปรากฏว่าลาของเขา ตายจนกระดูกป่นไปแล้ว) และเพื่อเราจักบันดาลให้ (เรื่องราวเกี่ยวกับ) เจ้าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ และเจ้าจงมองไปที่กองกระดูก (ของลาตัวนั้น) ซิ ว่าเราทำการประกอบมัน (ให้เป็นโครงร่าง) ได้อย่างไรแล้วต่อมาเราก็หุ้มมันด้วยเนื้อ ครั้นเมื่อเหตุการณ์ได้ประจักษ์แจ้งแก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกๆสิ่ง”

และสุดท้าย เรื่องที่ห้าเป็นเรื่องของ ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสลาม ท่านได้วอนขอต่ออัลลอฮ ให้เห็นถึงวิธีการชุบชีวิตสิ่งที่ตายให้กลับฟื้นคืนชีพมาใหม่ พระองค์จึงทรงใช้ให้ท่านนบีนำสัตว์ปีกมา 4 ชนิด และตัดแบ่งออกเป็นชิ้นๆ โดยเก็บสัญลักษณ์ของแต่ละชนิดไว้เพื่อบอกชนิดของสัตว์ปีกเหล่านั้น เป็นยืนยันว่าเป็นชิ้นส่วนของสัตว์ตัวนี้จริง จากนั้นนำขึ้นไปไว้ตามภูเขา ต่อมา อัลลอฮก็ใช้ให้ท่านนบี เรียกชิ้นส่วนเหล่านั้น และทันใดนั้นชิ้นส่วนทั้งหมดก็มารวมกันและประกอบเป็นร่างเหมือนเดิม แล้วมันก็เดินมาหาท่านนบีอิบรอฮีม
وَإِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ رَبِّ أَرِنِي كَيْفَ تُحْيِـي الْمَوْتَى قَالَ أَوَلَمْ تُؤْمِن قَالَ بَلَى وَلَـكِن لِّيَطْمَئِنَّ قَلْبِي قَالَ فَخُذْ أَرْبَعَةً مِّنَ الطَّيْرِ فَصُرْهُنَّ إِلَيْكَ ثُمَّ اجْعَلْ عَلَى كُلِّ جَبَلٍ مِّنْهُنَّ جُزْءًا ثُمَّ ادْعُهُنَّ يَأْتِينَكَ سَعْيًا وَاعْلَمْ أَنَّ اللّهَ عَزِيزٌ حَكِيمٌ
“และเมื่อครั้งที่อิบรอฮีมได้กล่าวว่า โอ้องค์อภิบาลโปรดเนรมิตให้ข้าพเจ้าได้เห็นเถิดว่า พระองค์ทรงชุบชีวิตแก่ผู้ตายได้อย่างไร พระองค์ทรงดำรัสว่า เจ้าไม่เชื่อหรือ? เขากล่าวว่า มิใช่ แต่เพื่อจิตใจของข้าพเจ้าจะได้สงบมั่นคงยิ่งขึ้น พระองค์ทรงดำรัสว่า ดังนั้นจงนำเอาสัตว์ ปีกมาสี่จำพวก แล้วหั่นออกเป็นส่วน จากนั้น จงเอาไปไว้ตามภูเขา หลังจากนั้นเจ้าก็จงเรียกพวกมัน แน่นอนพวกมันก็จะมาหาเจ้าโดยพลัน และเจ้าจงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงอำนาจยิ่งอีกทั้งทรงปรีชายิ่ง”

และที่กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของการที่อัลลอฮตะอาลา ได้ชุบชีวิตสิ่งที่ตายแล้วในโลกดุนยานี้ มันเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงการฟื้นคืนชีพของพวกเราทุกคนที่จะเกิดขึ้นในวันกิยามะห์ซึ่งเป็นเรื่องง่ายเหลือเกินสำหรับพระองค์
وَهُوَ الَّذِي يَبْدَأُ الْخَلْقَ ثُمَّ يُعِيدُهُ وَهُوَ أَهْوَنُ عَلَيْهِ
“และพระองค์คือผู้ทรงริเริ่มในการสร้าง แล้วทรงให้มันกลับขึ้นมาอีก และมันเป็นการง่ายยิ่งแก่พระองค์”
อัลลอฮตะอาลาผู้ทรงเดชานุภาพ เพียงแค่พระองค์ตรัสเพียงครั้งเดียว เหล่ามนุษย์ก็จะออกจากหลุมศพของพวกเขาในสภาพที่มีชีวิต
ท่านพี่น้องผู้มีอีหม่านทุกท่าน หวังหว่าตัวอย่างที่กล่าวมาข้างตนคงเป็นสิ่งที่เตือนสติเตือนใจ แก่ทุกท่านในการ ยึดมั่นต่ออัลลอฮตะอาลา สำนึกถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ คิดถึงวันแห่งการตัดสิน วันที่ทุกคนจะต้องฟื้นคืนชีพมาเพื่อรอการตัดสิน ถึงผลของการกระทำในดุนยาที่ผ่านมา การปฏิบัติในวันนี้ของท่านเพียงพอแล้วหรือที่ท่านจะเข้าเฝ้าพระองค์

วันพฤหัสบดี, เมษายน 27, 2549

กำเนิด “บ้านดอน”
หมู่บ้านหนึ่งซึ่งกล่าวถึงราวเรื่อง นามกระเดื่องเฟื่องไปไกลหนักหนา
ชื่อ “บ้านดอน” ดอนเหมือนชื่อเลื่องลือชา เที่ยวเสาะหาน้ำกินแทบสิ้นใจ
บ้านดอนนี้มิอยู่ที่สุราษฎร์ ขอประกาศตรงๆเผื่อหลงใหล
สุขุมวิทติดพร้อมพงษ์แล้วตรงไป แปดเสาไฟก็ถึงซึ่งบ้านดอน
ชนกลุ่มนี้มิอยู่เป็นหลักแหล่ง แตกแขนงจากที่หลายปีก่อน
จากตานีรี่กรุงมุ่งหวังจร สู่นครเมืองกรุงมุ่งทำกิน
พวกนี้หรือนับถือคือศาสนา อัลลอฮตะอาลาเป็นเจ้าเขาถวิล
มุฮำหมัดศาสดาคลาได้ยิน ให้ถือศีลทำละหมาดอย่าขาดกัน
ถากถางป่าในนี้มีไม่น้อย เป็นร้อยๆขึ้นไปใครขยัน
ถางได้มากเป็นของตัวชั่วนิรันดร์ ถากถางกันเข้าไปทำไร่นา
ครั้นต่อมาหลายปีมิปรากฏ น้ำมันลดดินมันแห้งแล้งหนักหนา
ต้องอพยพขึ้นเหนือเบื่อระอา สูงขึ้นมาจรดคลองต้องดวงใจ
คลองแห่งหนึ่งมีชื่อว่า “แสนแสบ” คลองมันแคบไร้ผู้อยู่อาศัย
ยุงก็ชุมรุมกัดกินแทบสิ้นใจ ใครผ่านไปยุงจะแหนบแสบทั้งตัว
ต่างทำนาเป็นหมู่กู้ฐานะ ไม่ลดละทำกันขยันทั่ว
แผ่สาขาออกไปหลายครอบครัว รู้กันทั่วชั่วคนว่า “บ้านดอน”


ฮัจยีอิรฟาน วงศ์ปถัมภ์......ผู้ประพันธ์
*********************************************************
ประวัติ “บ้านดอน”
ชุมชนบ้านดอนถือกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2367 หรือประมาณ 170 กว่าปีมาแล้วโดยมุสลิมกลุ่มหนึ่งซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดปัตตานี เข้ามาตั้งภูมิลำเนาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แถบถนนสุขุมวิทซอย 47 (ซอยบ้านดอน) ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดอน หมู่บ้านนี้จึงได้รับการขนานนามว่า “บ้านดอน”
ต่อมาเมื่อมีคนมากขึ้น ความเป็นอยู่เริ่มลำบาก เนื่องจากทำเลของหมู่บ้านตั้งอยู่บนที่ดอน ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ การคมนาคมไม่สะดวก ชาวบ้านจึงร่วมใจกันย้ายหมู่บ้านมาอยู่ริมคลองแสนแสบ ซึ่งในบริเวณนั้นมีต้นไทรใหญ่มองเห็นได้ชัด คนทั่วไปจึงหันมาเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านต้นไทร” แต่ผู้ที่มาตั้งบ้านเรือนอยู่เป็นคนที่ย้ายมาจากบ้านดอน จึงนิยมเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านดอน” เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อย้ายมาตั้งอยู่ริมคลองแสนแสบ ความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านเริ่มดีขึ้นตามลำดับ จนทุกคนคิดตั้งหลักแหล่งเป็นการถาวร และเมื่อมีชุมชน ก็ต้องมีมันญิดเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ ดังนั้นมัสญิดหลังแรกในชุมชนนามว่า “ดารุ้ลมัวะฮซินีน” จึงถือกำเนิดขึ้นจากพลังความศรัทธาของทุกคน โดยมีผู้ทำหน้าที่อิหม่าม จากอดีตจนถึงปัจจุบันดังนี้
1. ฮัจยีฮะ มุสตาฟา
2. ฮัจยีเซ็น หวังภักดี
3. ฮัจยีอับดุลเลาะห์ กระเดื่องเดช
4. ฮัจยีชม มุสตาฟา
5. ฮัจยีมุด มะลิ
6. ฮัจยีอุสมาน มะลิ อิหม่ามคนปัจจุบัน

วันเสาร์, เมษายน 15, 2549

  • فقد قال الله تعالي في كتابه العزيزوهو أصدق القائلين

لَقَدْ مَنَّ اللّهُ عَلَى الْمُؤمِنِينَ إِذْ بَعَثَ فِيهِمْ رَسُولاً مِّنْ أَنفُسِهِمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِهِ وَيُزَكِّيهِمْ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَإِن كَانُواْ مِن قَبْلُ لَفِي ضَلالٍ مُّبِينٍ
ศรัทธาชนที่รักและเคารพ
จงมีความยำเกรงต่อพระองค์อัลลอฮ(ซบ.)ให้มาก และจงตระหนักว่าชีวิตเรานั้นได้เดินมุ่งหน้าสู่ความตายทุกขณะ เวลาได้ดำเนินเรื่อยมาโดยไม่มีการหยุดนิ่ง จากวินาทีสู่นาที จากนาทีสู่ชั่วโมง จากชั่วโมงสู่ วัน จากวันสู่สัปดาห์ จากสัปดาห์ สู่เดือน และจากเดือน สู่ปี เป็นอย่างนี้เรื่อยมาและเป็นอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะถึงวันอาคิเราะห์ และในขณะนี้ได้เราได้ย่างเข้าสู่เดือนเดือนหนึ่งที่ชื่อว่า เดือน “ربيع الأول” ซึ่งเดือนนี้เองมีวันสำคัญอยู่วันหนึ่ง เป็นวันที่มหาบุรุษแห่งสากลโลกได้ถือกำเนิด เกิดมาเพื่อเป็นแบบอย่างอันดีงามแก่มนุษยชาติ
ربيع الأول เป็น เดือนแห่งการรำลึกถึงท่านรอซูลุลลอฮ์(ศอลฯ) เดือนที่อัลลอฮ์ ได้ให้เรามีโอกาสมีชีวิตอยู่ และรำลึกถึงท่านศาสดาอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นเกียรติแก่พวกเราเป็นอย่างยิ่ง ที่เดือนนี้ได้หวนกลับมาหาเราในครั้งนี้
เมื่อถึงวันเมาลิด เรา ในฐานะ ประชาชาติของนบีมุฮำหมัด(ซอลฯ) สามารถแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อท่านรอซู้ล(ซอลฯ)ได้ การแสดงออกถึงการรำลึกถึงท่านรอซู้ล(ซอลฯ) อาทิ เช่น การซอลาวาต ด้วยกับการกล่าว
"اللهم صل على سيدنا محمد"
หรือ เมื่อเราได้ยินใฅรก็ตามกล่าวนามชื่อของท่านศาสดา ก็ให้เรากล่าวว่า
"صلى الله عليه وسلم"
เพื่อเป็นการสรรเสริญท่านนบี
أَوْلَى الناسِ بِي يومُ القيامةِ أكثرُهم عليَّ صلاةً
มนุษย์ที่ดีที่สุดสำหรับฉัน ในวันกียามัต คือมนุษย์ ที่ซอลาหวาตต่อฉันมากที่สุด
من صَلَّى عليَّ صلاةً صلَّى اللهُ عليهِ بها عشْرا
“บุคคลใดที่ซอลาหวาดต่อฉัน ซอลาหวาดเดียว อัลเลาะห์จะทรงซอลาวาดให้เขา สิบซอลาหวาต”
ที่ว่าอัลลอฮจะทรางซอลาหวาดให้นั้น หมายถึงอัลลอฮจะให้ความเมตตาแก่เขานั่นเอง
และสิ่งที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อท่านรอซู้ล อย่างชัดเจนอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮตะอาลา และเชื่อฟังท่านรอซู้ล
อุมมะห์ของท่านจะต้องมีจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วย ความศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮ (ซบ.) เพื่อเป็นการน้อมรับต่อเจตนารมณ์ของท่านศาสดา ลิ้นของพวกเขาจะต้องพร่ำกล่าว สดุดี สรรเสริญ แก่ท่านศาสดา ผู้ที่ช่วยให้พวกเขาพ้นภัย ผู้ที่ได้ทำลายรูปปั้นให้หมดไปจากกะอ์บะห์ ผู้ที่ชี้นำเรา ผู้ซึ่งที่ทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นระหว่างชนชั้น แท้จริง ทุกๆคนนั้นเท่าเทียมกันหมดภายใต้ธรรมนูญแห่งอิสลาม
يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَاكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَى وَجَعَلْنَاكُمْ )
شُعُوباً وَقَبَائِلَ لِتَعَارَفُوا إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ اللَّهِ أَتْقَاكُمْ إِنَّ اللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ)
“โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชาย และเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผ่า และตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่งในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮ์นั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่งในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ”

การมาของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศอล) เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องความมืดบอดให้หายไป ด้วยศาสนาที่ทำให้จิตใจมนุษย์ตื่นขึ้นจากการหลับใหล ท่านศาสดาเป็นตัวแทนแห่งความเมตตา ความยุติธรรม และเป็นผู้นำแห่งอารยธรรมของโลก
อัลลอฮตะอาลาทรงแต่งตั้งมุฮัมหมัดเป็นศาสดาองค์สุดท้าย
(مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَا أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ وَلَكِن رَّسُولَ اللَّهِ
وَخَاتَمَ النَّبِيِّينَ وَكَانَ اللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيماً)
( “มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นร่อซู้ลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี ”
และสาส์น ของท่านศาสดาก็คืออัลกุรอานและซุนนะห์ ที่ได้กระจายไปสู่มนษยชาติ
และท่านศาสดากล่าวอีกว่า

كان كُل نبيٍ يُبعَث إلي قومه خاصة وبُعِثتُ إلي كل أحمروأسود
“ทุกๆ บรรดานบี หรือบรรดานบี ทั้งหลาย ได้ถูกแต่งตั่งมาสู่ประชาชาติของเขาโดยเฉพาะ แต่ฉันได้ถูกแต่งตั้งมาสู่ประชาชาติทั้งหลายไม่ว่า ชนผิวแดง ผิวดำ ”
ฮาดิษนี้ชัดเจนว่าท่านรอซู้ลนั้นถูกแต่งตั้งมาโดยมิได้เฉพาะแต่ชาวอาหรับแต่ท่านถูกส่งมายังชาวโลกทั้งหมด
แต่ศาสดาท่านอื่นๆ ท่านเหล่านั้น ได้ถูกแต่งตั้งมาเพื่อประกาศศาสนา แก่กลุ่มชนเฉพาะกลุ่ม อย่างเช่น ท่านศาสดานูฮ ถูกบัญชาให้ประกาศศาสนาแก่พวกบูชารูปปั้นเมื่อครั้งที่เกิดน้ำท่วมโลก
ศาสดาฮูด ถูกบัญชาให้เผยแพร่ศาสนาแก่พวกอาด
ศาสดาซอและห์ ก็ประกาศศาสนาแก่พวกซามูด
สำหรับ ชาวบนีอิสรอเอล ก็มี ศาสดาหลายท่านที่ถูกบัญชาให้เผยแพร่สัจธรรมแก่พวกเขา เช่น ท่านนบีมูซา นบีซักรียา ท่านนบียะห์ยา และท่านนบีอีซา อะลัยฮิมุซาลาม
แต่สำหรับ มุฮัมหมัด เขา คือศาสดาที่มาประกาศสัจธรรมแก่มวลโลกนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโลกของมนุษย์ และโลกของญิน
( وما أرسلناك إلارحمة للعالمين )
“ และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย ”
(وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا كَافَّةً لِّلنَّاسِ بَشِيراً وَنَذِيراً وَلَكِنَّ
أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ )
“และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้ ”
(قُلْ يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنِّي رَسُولُ اللّهِ إِلَيْكُمْ جَمِيعاً الَّذِي لَهُ مُلْكُ السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضِ لا إِلَـهَ إِلاَّ هُوَ يُحْيِـي وَيُمِيتُ فَآمِنُواْ بِاللّهِ وَرَسُولِهِ النَّبِيِّ الأُمِّيِّ الَّذِي يُؤْمِنُ بِاللّهِ وَكَلِمَاتِهِ وَاتَّبِعُوهُ لَعَلَّكُمْ تَهْتَدُونَ)
“ มุฮำหมัด จงกล่าวเถิด โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือรอซูลของอัลลอฮมายังพวกท่านทั้งมวล สำหรับพระองค์แล้วบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นพวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮและรอซูลของพระองค์ผู้เป็นนบีที่เขียนอ่านไม่เป็น ซึ่งเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ และดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขาเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับคำแนะนำ”
ศรัทธาชนที่เคารพ
แท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด(ซอล) ได้นำศาสนาที่เป็นต้นแบบอันสมบูรณ์แก่มนุษย์ หลังจากที่ชีวิตของมนุษย์นั้นได้ พบกับความมืดมน ความป่าเถื่อน ท่านศาสดาเป็นต้นแบบของการประพฤติปฏิบัติอันดีงาม และเป้าหมายสำคัญของการประกาศศาสนา ก็คือ การทำให้มนุษย์ นั้นมีความยำเกรง ต่อพระผู้เป็นเจ้า นั่นคือจุดประสงค์ของการสร้างมนุษย์ ขึ้นมานั่นเอง
(وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ)
“และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า ”
ศรัทธาชาที่เคารพ
ร่างกาย อวัยวะทุกส่วนที่ได้งอกออกมานั้นไม่ใช่อื่นได้เลย นอกจากเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระเจ้า เพื่อที่จะได้รับผลบุญอันเนื่องมาจากความดี และ ได้รับการตอบแทนในวันกิยามะห์
ดังนั้นมนุษย์ทั้งหลาย จงดำรงชีวิตอย่างนบนอบ เชื่อฟังปฏิบัตตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มีความเอื้ออาทร เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และ มุสลิมทุกคนจะต้องนำเอา ท่านนบีเป็นแบบอย่าง โดยนำ ชีวประวัติของท่านมาศึกษา และปฏิบัติ ดังเช่น บรรดาซอฮาบะห์ทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติ ตามคำสั่งของท่านรอซูล ออกห่างจากสิ่งที่ต้องห้าม ยึดถือทำตามซุนนะห์ของท่านในทุกๆด้าน และเต็มเปี่ยมไปด้วย ความบริสุทธิ์ใจ ความรัก ความเอื้ออาทรเหล่านี้ เป็นแรงกระตุ้นให้จิตใจของเรามีความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะยึดมั่นในคำสั่งให้ใช้ของอัลลลอฮ์ ตะอาลา และนบีมูฮำหมัด(ซอลฯ) ท่านนบีกล่าวว่า
( تركتُ فيكم ما إن تَمَسَّكتم به لن تَضِلُّوا مِن بعدى أبدا كتابُ الله وسنتى )
“ ฉันได้ทิ้งสองสิ่งไว้แก่พวกท่าน เมื่อท่านทั้งหลายยึดถือสิ่งนั้น ท่านทั้งหลายจะไม่หลงทางหลังจากที่ฉันไม่อยู่ นั่นก็คือ อัลกรุอานและซุนนะห์ของฉัน ”
เนื่องจากความเป็นมนุษย์ จึงมีจิตใจที่และความคิดที่อ่อนไหว และแปรปรวนได้ง่าย ดังนั้น มนุษย์จะต้องยึดเอา อัลกุรอาน ไว้ เพื่อเยียวยา และทำให้จิตใจสงบ ตามเจตนารมของท่านรอซูล(ซอลฯ) จำเป็นที่เรานั้นจะต้องศึกษาแนวทางที่ได้ถูกชี้นำไว้ ทำจิตใจของเราให้บริสุทธิ์ จงเปิดจิตใจ รับแสงสว่างแห่งสัจธรรม ปฏิบัติสิ่งถูกบัญชาใช้ อย่างสมบูรณ์ ครบถ้วน มิใช่ปฏิบัติบ้างไม่ปฏิบัติบ้าง ละหมาดบ้าง ไม่ละหมาดบ้าง ด้วยความคิดตามแบบพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิมสายกลาง แต่ความจริงแล้วมุสลิมหรือมุอ์มินนั้นจะต้องทำตามคำสั่งใช้อย่างเคร่งครัด หากขาดตกบกพร่องก็ต้องเป็นไปด้วยเหตุสุดวิสัย ต้องปฏิบัติชดใช้ และขออภัยโทษต่ออัลลอฮ นั่นจึงจะเรียกได้ว่ามุอมินที่แท้จริง
(وَمَن يَتَّقِ اللَّهَ يَجْعَل لَّهُ مَخْرَجاً وَيَرْزُقْهُ مِنْ حَيْثُ لَا يَحْتَسِبُ وَمَن يَتَوَكَّلْ عَلَى اللَّهِ فَهُوَ
حَسْبُهُ)
“และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิได้คาดคิด และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา ”
พอเพียงแล้วที่มนุษย์จะยึดเอาอัลลอฮ เป็นผุ้ให้ทางนำ และผู้ช่วยเหลือ พอเพียงแล้วที่มนุษย์จะ ปฏิบัติตามท่านศาสดา ในฐานะที่เป็นผู้ แจ้งข่าวและเป็นผู้ที่สอนสั่ง
(وَأَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ فَإِن تَوَلَّيْتُمْ فَإِنَّمَا عَلَى رَسُولِنَا الْبَلَاغُ الْمُبِينُ)
“และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามร่อซู้ล ถึงแม้พวกเจ้าผินหลังให้ (ไม่เชื่อฟัง) แต่หน้าที่ของร่อซู้ลของเราก็คือการเผยแผ่อันชัดแจ้ง ”

ศรัทธาชนที่เคารพ
ในเมื่อเราอยู่บนโลกใบนี้ โลกที่เต็มไปด้วยความชั่วช้า โลกที่เต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้าย ที่ศัตรูของอิสลามได้ฝังราก และแตกแขนงแผ่กิ่งก้านไปทั่วทุกมุมโลก เราในฐานะมุมิน ประชาชาติของท่านรอซู้ล จำเป็นอย่างยิ่งต้องปฏิบัตตนให้อยู่ในกรอบ สร้างเกราะป้องกันด้วยกับการศรัทธา ด้วยอิบาดะห์ และประพฤติตนให้มีคุณธรรม และจริยธรรม อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขในโลกนี้ และได้รับชัยชนะและความผาสุกในโลกอาคิเราะห์ ตามแบบอย่างแนวทางของท่านรอซู้ลมุฮำหมัด(ซอลฯ)

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 27, 2548

อัลกุรอานชี้นำวิทยาศาสตร์
เราทราบกันดีว่า อัลกุรอานเป็นสิ่งที่ชี้นำแก่มนุษย์ผู้ที่มีความยำเกรง ผู้ที่ยำเกรงคือใคร? ผู้ที่ยำเกรงก็คือผู้ที่ปฎิบัติตามคำบัญชาใช้ของอัลลอฮ(ซบ) อย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม จึงถือได้ว่าเป็นผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์หากเราพิจารณาสำนวนโองการอัลกุรอานหลายๆโองการ ท่านจะพบว่ากุรอานได้จัดหมวดหมู่ในเรื่องราวที่กล่าวไว้ภายในออกเป็นหลายๆเรื่อง ยกตัอย่างเช่น หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการศรัทธา , ว่าด้วยเรื่องการทำอิบาดะห์ , ว่าด้วยเรื่องจริยธรรม , เรื่องการประกอบธุรกิจ และ เรื่องอื่นๆ ทั้งหมดนั้นมีการกล่าวในรูปสำนวนที่เป็นกฏและมีความหมายชัดเจน แต่เมื่อเราพิจารณา โองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การเนรมิตโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เรากลับพบรูปสำนวน วาทศิลป์ ที่สร้างความอัศจรรย์อย่างมาก ซึ่งนักวิชาการในแต่ละยุค เข้าใจและอธิบายความหมายตามความเหมาะสม กับความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นๆ และความหมายของโองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ก็ยังมีความกว้างขวางให้มนุษย์ได้ทดลองและพิสูจน์ในทุกๆสถานที่และทุกยุคทุกสมัย อัลลอฮ์(ซบ) ทรงชี้นำมนุษย์ทั่วสากลจักรวาล เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ และมนุษย์ สามารถศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ได้ กระทั่งรับรุ้ได้ว่าสิ่งที่อัลลอฮ์ ตาอาลา ดำรัสไว้ในอัลกุรอานนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์และเป็นสิ่งชี้นำมนุษย์โองการหนึ่งในซูเราะห์ ฟุซซิลัต อายะห์ที่ 53ความว่า “ต่อไปเราจะทำให้พวกเขามองเห็นสัญลักษณ์ต่างๆของเรา ซึ่งมีอยุ่ในด้านต่างๆ(ของจักรวาล) และในตัวพวกเขาเองจนกระทั่งได้ประจักษ์ชัดแก่พวกเขาว่า แท้จริงอัลกุรอานเป็นสัจธรรม(ที่พิสูจน์ได้ในทุกสภาวะ) ยังไม่เพียงพออีกหรือที่องค์อภิบาลของเจ้าทรงเป็นสักขีพยานเหนือทุกสิ่ง”มีผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวอ้างว่า “อิสลามพยายามสอนให้อิงกับเรื่องวิทยาศาสตร์และการแพทย์” ต้องบอกเลยว่าคำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดซึ่งออกมาจากปากผู้ที่ไม่เข้าใจอิสลาม และพยายามโจมตีอิสลามเรา มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรที่ว่าอิสลามพยามยามสอนให้อิงกับวิทยาศาสตร์ ในเมื่อวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์นั้นมนุษย์เพิ่งจะเข้าใจเมื่อศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมานี่เอง แต่ว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลจักรวาลมาเป็นระยะเวลามากกว่าหนึ่งพันสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว โดยเฉพาะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวตะวันตกอ้างว่าเป็นทฤษฏีของพวกเขาที่คิดค้นได้เองนั้น ล้วนแล้วแต่เอาความรู้ไปจากนักวิชาการมุสลิมชาวอาหรับทั้งนั้น ครั้งที่อณาจักรอิสลามเคยเจริญรุ่งเรื่องที่สุดในยุโรป แล้วพวกเขาก็อ้างว่าเป็นความคิดของตนค้นคิดขึ้นมา
อัลลอฮ (ซบ) ทรงใช้ให้เราตรึกตรอง ใช้ให้สังเกตุสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงบันดาลมันขึ้นมาว่า มีระบบและขั้นตอนอย่างไร ซึ่งรวมถึงชีวิตของเราทุกคนด้วย ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นเพราะธรรมชาติให้มันเป็นไป แต่ว่าจริงๆสรรพสิ่งทั้งหลายได้ดำเนินไปตามระบบและกฎเกณฑ์ ซึ่งอัลลอฮ ตะอาลา ทรงวางไว้ ทรงควบคุมและดูแล กระทั่งเกิดความสมดุลย์ และเหมาะสมต่อบ่าวของพระองค์ ดังโองการใน ซูเราะห์ อัล อังกะบูต อายะห์ที่ 20ความว่า "จงประกาศเถิด พวกเจ้าทั้งหลายจงดำเนินไปในผืนแผ่นดิน แล้วจงพิจารณาว่า พระองค์ทรงบังเกิดสรรพสิ่งทั้งหลายอย่างไร”โองการที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีมากมายเกือบหนึ่งพันโองการ ซึ่งอัลลอฮ (ซบ) ทรงแจ้งเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ ให้มนุษย์ได้รับรู้ ผมจะหยิบยกมานำเสนอบางโองการ ซึ่งบอกว่าโลกและจักรวาลทั้งมวลนั้น เกิดขึ้นด้วยการบันดาลของพระองค์อัลลอฮ(ซบ) ดังในโองการหนึ่งของซูเราะห์ อัล อะรอฟ อายะห์ที่ 54ความว่า “แท้จริง องค์อภิบาลของพวกเจ้าคืออัลลอฮ์ ซึ่งทรงบันดาลชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในหกวัน จากนั้นพระองค์ทรงใช้อำนาจการปกครอง (สรรพสิ่ง) เหนือบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครอบคลุมกลางวัน ซึ่ง กลางคืนกับกลางวัน ได้ตามติดกันอย่างรวดเร็ว และทรงสร้าง ดวงตะวัน ดวงเดือน และดวงดาว ซึ่งยอมอยู่ใต้บัญชาของพระองค์ (ให้ทุกสิ่งอำนวยประโยชน์แก่มนุษย์) ด้วยคำบัญชาของพระองค์ พึงสังวรเถิด พระองค์ทรงสิทธิ์ ในการบันดาลและบัญชา อัลลอฮ์ทรงจำเริญยิ่ง ทรงเป็นองค์อภิบาลโลกทั้งหลาย”จากโองการนี้เราได้รับรู้ว่า จักรวาลนี้มีผู้สร้าง ผู้บันดาลมันขึ้นมาและมีผุ้ดูแลควบคุมระบบทั้งหมด ดังนั้นเรามาศึกษาโองการอื่นๆ อีก ว่าโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเรามาดูในซุเราะห์ อัล อัมบิยาอ์ อายะห์ที่30ความว่า “บรรดาพวกที่ไร้ศรัทธาไม่สังเกตหรอกหรือว่า แท้จริง ฟากฟ้าและแผ่นดิน แต่เดิมผนึกเป็นชิ้นเดียวกันต่อมาเราก็จัดการแยกมันทั้งสอง (ออกจากกัน) และเราได้บันดาลทุกสิ่งที่มีชีวิตจากน้ำ แล้วไฉนเล่าพวกเขาจึงไม่ศรัทธา”จากโองการนี้เราสังเกตได้ว่า อัลลอฮ (ซบ) ได้บอกให้เราได้ทราบว่า “ฟากฟ้าและแผ่นดินเดิมนั้นผนึกเป็นชิ้นเดียวกัน” นั่นคือก่อนที่โลกเราจะมีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้เห็นทุกวันนี้ แต่เดิมเริ่มด้วยการรวมตัวกันของวัตถุธาตุ และมวลสารต่างๆ รวมถึงกลุ่มก๊าซต่างๆ จนกระทั่งเกิดความหนาแน่น และทั้งหมดก็ได้ผนึกเป็นก้อน เดียวกัน และต่อจากนั้น พระองค์ดำรัสว่า “เราจัดการแยกมันทั้งสอง” นั่นคือเป็นช่วงระยะการแยกตัวของ วัตถุและกลุ่มก๊าซ จนเป็นหมอกเพลิง และได้กลายเป็นท้องฟ้าและแผ่นดินในที่สุด เมื่อวัตถุรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน จนกระทั่งเป็นพื้นดินแล้ว อัลลอฮ(ซบ) ก็ได้บันดาลปัจจัยต่างๆอย่างสมบูรณ์ให้แก่บ่าวของพระองค์ ให้อยู่ในแผ่นดิน ดังที่พระองค์ ได้แจ้งให้เราทราบในซูเราะห์ ฟุซซิลต อายะห์ที่ 10ความว่า “และใน(แผ่นดิน)นั้น พระองค์ทรงทำให้เทือกเขาตั้งมั่นอยู่บนมัน และทรงให้มีความจำเริญในนั้น และทรงกำหนดปัจจัยยังชีพของมันให้มีขึ้นในนั้น ภายในระยะเวลา 4 วัน เพื่อความเท่าเทียมสำหรับผู้ไต่ถาม (ที่จะได้รับสิ่งดังกล่าวไว้อำนวยความประโยชน์)”โลกเราเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่มีอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล และในโลกนี้เองที่ อัลลอฮ(ซบ) ทรงบันดาลให้มีสรรพสิ่งต่างๆที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในพื้นโลก ก๊าซและธาตุต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำ และออกซิเจนในอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ซึ่งจะพบได้ยากในดาวดวงอื่น และเหตุผลนี้เองดาวดวงอื่นจึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่นอกจากโลกใบนี้เท่านั้น หากแต่มีผู้ปฏิเสธที่หลงผิดจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าดาวดวงอื่นมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือมีมนุษย์ต่างดาวผู้มีเทคโนโลยีอันทันสมัยอาศัยอยู่ ลองพิจารณาดูเถิดหากเป็นเช่นนั้นท่านคงจะเห็นมนุษย์ต่างดาวตัวเป็นๆแวะเวียนมาเที่ยวบนโลกหรือไม่ก็คงบุกเข้ามายึดโลกไปนานแล้วเหมือนกับภาพยนต์ที่ท่านทั้งหลายเคยดูมาดังนั้นหลังจากอัลลอฮ (ซบ) บันดาลให้วัตถุธาตุทั้งหลายรวมตัวกัน ต่อมาก้อได้บันดาลสรรพสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตเช่นอากาศ น้ำ และเมื่อปัจจัยต่อการดำรงค์สมบูรณ์แล้ว อัลลอฮ(ซบ) ทรงบันดาลท้องฟ้า ดังโองการในซูเราะห์ ฟุซซิลัต อายาะห์ที่11 –12ความ “ หลังจากนั้นพระองค์ทรงมุ่งสู่การบันดาลฟ้าฟ้าโดยขณะนั้นยังเป็นหมอกเพลิงอยู่ แล้วพระองค์ทรงตรัสแก่ฟ้าและแผ่นดินว่า เจ้าทั้งสองจงมาดำเนิน(ตามบัญชาของข้า)เถิด จะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มันทั้งสองก็กล่าวว่า ข้าพระองค์ทั้งสองมาดำเนินการตามพระบัญชาอย่างเต็มใจ ดังนั้นพระองค์ทรงสร้างมันสำเร็จเป็นชั้นฟ้าทั้งเจ็ดในระยะเวลา 2 วัน และทรงกำหนดหน้าที่ของฟ้าทุกชั้น และได้ประดับท้องฟ้าแห่งโลกนี้ด้วยดวงดาวทั้งหลาย และคอยพิทักษ์ไว้ นั่นเป็นกำหนดแห่งพระผู้ทรงอำนาจยิ่ง ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง”สังเกตว่า อัลลอฮ (ซบ) ทรงบันดาลแผ่นดินและฟากฟ้าเสร็จตามพระประสงค์ภายในระยะเวลาหกวัน นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์แล้วว่า ระยะเวลาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งช่วงแรกเริ่มของการกำเนิดโลกจะมีแค่สี่ชั่วโมง เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองเร็วมาก แล้วค่อยๆหมุนช้าลงเรื่อยๆ จนกระทั่งใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของบ่าวของพระองค์ ซึ่งอัลกุรอานได้มีระบุไว้ ว่ากลางวันและกลางคืนนั้นมันตามติดกันมาอย่างรวดเร็วถึงกระนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ถึงแก่นแท้ของความเป็นจริงตามที่อัลลอฮ์ (ซบ) ทรงโองการไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน ว่าโลกนี้เกิดมาอย่างมีจุดเริ่มต้น มีระยะเวลา นี่คือลักษณะของสิ่งที่เกิดใหม่และมันย่อมที่จะมีจุดจบเมื่อปีคริสตศักราช 2001 ที่ผ่านมา องค์การ NASA ได้บันทึกภาพ จุดดับสูญดาวดวงหนึ่งที่อยู่ไกลออกไปประมาณ หนึ่งพันปีแสง ด้วยกล้องTelescope จากภาพถ่ายจะเห็นการระเบิดของดาวดวงหนึ่งซึ่งการระเบิดของมันนั้นมีกลุ่มควันสีแดง พวยพุ่งออกมาจากจุดศูนย์กลาง และแผ่กระจายออกไปรอบๆ ลักษณะคล้ายกลับรูปดอกกุหลาบที่ผลิบานอยู่ซึ่งกลีบดอกของมันมีลักษณะเป็นมันประกายเนื่องจากความร้อนของไฟ ซึ่งปรากฏการณ์แบบนี้ มนุษย์เองก็เพิ่งจะได้เห็นเมื่อไม่นานมานี้ แต่อัลลอฮ์ (ซบ) พระองค์ดำรัสแก่มนุษย์ชาติไว้แล้วเมื่อ พันสี่ร้อยปีที่ผ่านมา ถึงสภาพหนึ่งของวันกิยามะฮ์ ในอายะห์ที่ 37 ซูเราะห์ อัรเราะห์มานความว่า "ครั้นเมื่อท้องฟ้าได้แตกกระจายออก มันจะคล้ายกับกุหลาบแดงที่มีลักษณะเป็นมัน"
จากโองการนี้ แสดงถึงอำนาจ อิลมูของอัลลอฮ์ ได้เป็นอย่างดี มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้เรื่องใดๆเลยนอกจากพระองค์เป็นผู้สอน และชี้นำ และมนุษย์ก็ไม่รู้ถึงวันอวสานของโลกนี้ ปัจจุบันดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ก่อนที่จะถึงวันโลกาวินาศ ดวงอาทิตย์ก็จะขึ้นทางทิศตะวันตก และอัลลอฮ์ (ซบ) ทรงแจ้งถึงเหตุการณ์วันสิ้นโลกว่า มันจะเกิดขึ้นอย่างไร ดังพระองค์ได้ดำรัสไว้ใน ซุเราะห์ อัล-อัมบิยาอ์ อายะห์ที่ 104ความว่า “ วันซึ่งเราจะม้วนชั้นฟ้าให้เหมือนกระดาษที่ใช้บันทึก ดังเช่นที่เราได้ให้การเริ่มต้นในการสร้างครั้งแรก เราก็จะกลับคืนมัน (ให้ฟื้นคืนกลับมาอีก หลังจากที่พวกเขาสูญสลายไปแล้ว) เป็นสัญญาผูกพันกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำ(ตามสัญญาเสมอ)”เมื่อวันสิ้นโลกเกิดขึ้น ทุกอย่างที่เราเห็นอยู่นี้จะแหลกสลายกลายเป็นผุยผงกลับคืนในสภาพเดิมของมัน ดังก่อนที่จะมาเป็นโลกและระบบสุริยะจักรวาลต่างๆ ก็สิ้นสลายเช่นกัน ไม่ว่าดวงดาวต่างๆ และดวงอาทิตย์ก็ถูกม้วนให้แตกสลาย ซึ่งปัจจุบันนั้นมนุษย์ก็ได้รับรู้แล้วว่า จุดดับในดวงอาทิตย์เริ่มขยายขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ สัญญาณบ่งบอกว่าใกล้ถึงวันกิยามะห์ เข้ามาทุกที
เราท่านทั้งหลายต่างก็รู้ดีว่า ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสกับความตาย แล้วหวนกลับไปสู่พระองค์อัลลอฮ (ซบ) และจะถูกสอบสวนถึง อะมั้ลต่างๆ ที่เราได้กระทำบนโลกดุนยานี้ ทั้งที่เร้นลับ และเปิดเผย เราต้องตรวจสอบตัวเราเองก่อนที่วันสอบสวนจะมาถึง และในโลกหน้ามีอยู่สองสถานที่ เท่านั้น คือ นรก และ สวรรค์ เราจะเลือกพำนักอยู่ ณ ที่ใด เราสามารถเลือกได้ในวันนี้ หากว่าเราตายไป การกระทำที่ผ่านมาของเรา จะเลือกให้เราได้อยู่สวรรค์ หรือนรก ก็ขึ้นอยู่กับความดีที่เราสั่งสมมาในดุนยา และที่จะลืมเสียไม่ได้ นั่นคือการ เตาบัต ขออภัยโทษต่อพระองค์ และทำหน้าที่ผู้ศรัทธาต่อพระองค์ และศรัทธาต่อโลกหน้าให้สมบูรณ์ อย่างบริสุทธ์ใจ เราก็จะได้รับความปลอดภัย และความผาสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า อินชาอัลลลอฮ์
ดัดแปลงจากวารสาร"อัลมิฟตาฮ์"ฉบับที่ 9 ประจำปี ฮ.ศ. 1425 / พ.ศ. 2547

วันพุธ, ตุลาคม 19, 2548


بسم الله الرحمن الرحيم


In the name of ALLAH, the Gracious, the Merciful.


ด้วยพระนามของอัลลอฮผู้ทรงกรุณาผู้ทรงเมตตาเสมอ


قل هو الله أحد


Say `He is ALLAH, the One !


จงกล่าวเถิด (มุฮำหมัด) พระองค์คืออัลลอฮผู้ทรงเอกะ


الله الصمد


ALLAH the Independent and Besought of all.


พระองค์นั้นเป็นที่พึ่ง


لم يلد ولم يولد


`HE begets not, nor, is HE begotten,.


พระองค์มิได้ประสูติ และพระองค์มิได้ถูกให้ประสูติ


ولم يكن له كفوا أحد


And there is none like unto HIM..


และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์



วันอังคาร, ตุลาคม 18, 2548


ระเบียบและข้อปฏิบัติเมื่อทำการดุอา



    1. ผู้ขอดุอาควรมีน้ำละหมาด

    2. ผู้ที่ขอดุอาจะต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์ต่ออัลเลาะห์ ตาอาลาอย่างแท้จริง ปราศจากการโอ้อวด หรือเจตนาไม่ดี

    3. ผู้ขอจะต้องรู้จักตักเตือนกันให้ทำความดี และห้ามปรามกันในเรื่องความชั่ว

    4. ผู้ขอดุอาจะต้องพยายามออกห่างไกลจากความชั่วต่างๆ

    5. การอุปโภคและบริโภคของผู้ขอดุอาและคนในครอบครัว จะต้องมาจากทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่ผิดหลักการศาสนาอิสลาม

    6. ตั้งใจขอดุอา จิตใจจดจ่ออยู่กับการขอดุอาโดยตลอด และมีความมั่นใจว่าดุอาจะถูกตอบสนอง

    7. ขอลุแก่โทษหรือสำนึกผิดต่ออัลเลาะห์ตาอาลาด้วยความจริงใจก่อนการขอดุอา

    8. หันหน้าไปทางทิศกิบลัตขณะขอดุอา

    9. ยกมือทั้งสองข้างขณะขอดุอา เสร็จแล้วให้ลูบหน้า (ยกเว้นดุอากุนูต)

    10. สรรเสริญต่ออัลเลาะห์ และขอความเมตตา (ซอลาวาต) แด่ท่านนบี(ซ.ล.) ขณะเริ่มดุอา , คั่นกลางระหว่างดุอา และลงท้ายก่อนจบการดุอา

    11. ขอดุอาทั้งในยามสุขสบาย และในขณะที่มีความทุกข์ หรือประสบภัยพิบัติ

    12. ไม่ขอดุอาที่ไม่ดี หรือให้ร้ายแก่ตัวเอง , ครอบครัว และผู้อื่น

    13. ไม่ควรขอดุอามากหรือยาวจนเกินไป

    14. ควรขอดุอาให้แก่ตัวเองก่อน จากนั้นก็ขอให้แก่ผู้ใกล้ชิด และผู้อื่น

    15. จะต้องไม่เป็นการขอดุอาในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นการตัดสัมพันธ์กับเครือญาติ

    16. ขอดุอาด้วยเสียงที่พอดี ไม่ค่อยหรือดังจนเกินไป

    17. กล่าวดุอา 3 ครั้ง

    18. สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของอัลเลาะห์ และขอบคุณพระองค์

    19. มีความนอบน้อมถ่อมตน และมีสมาธิในการขอดุอา

    20. คืนสิ่งของที่ได้ทุจริตหรือฉ้อโกงผู้อื่นมา ขออภัยแก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ์และสำนึกผิดต่ออัลเลาะห์อย่างจริงใจ

    21. ขอดุอาโดยอาศัยสื่อต่างๆ เช่นกล่าวพระนามของอัลเลาะห์ และคุณลักษณะของพระองค์ที่สูงส่ง การกระทำดีงามที่บริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ หรือขอให้คนดีมีคุณธรรมช่วยขอดุอาให้

    วันจันทร์, ตุลาคม 17, 2548


    ดุอาก่อนนอน

    بِسْمِكَ اللّهُمَّ أَمُوْتُ وَأحْيَي

    *ด้วยพระนามของพระองค์ท่าน...ที่ข้าพเจ้าจะต้องตายและจะมีชีวิตอยู่ต่อไป*

    بِسْمِكَ رَبِّيْ وَضَعْتُ جَنْبِيْ وَبِكَ أَرْفَعُهُ، إِنْ أَمْسَكْتُ نَفْسِيْ فَارْحَمْهَا، وَإِنْ

    أَرْسَلْتَهَِا فَاحْفَظْهَا بِمَا تَحْفَظْ بِهِ عِبَادِكَ الصَّالِحِيْن

    *ด้วยพระนามของพระองค์ท่าน...โอ้พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า...ข้าพเจ้าได้วางสีข้างของข้าพเจ้า และด้วยพระองค์ท่านเท่านั้นที่ข้าพเจ้าจะยกมันขึ้น หากพระองค์ท่านจะเก็บชีวิตข้าพเจ้า ขอได้โปรดให้ความเมตตามันด้วยเทอญ และหากพระองค์ท่านยังปล่อยให้มันอยู่ต่อไป ก็ขอได้โปรดรักษามันด้วยสิ่งเดียวกับที่พระองค์ท่านรักษาบรรดาบ่าวของพระองค์َที่มีคุณธรรม*


    ***************************


    ดุอาตื่นนอน

    اَلْحَمْدُ لِلّهِ الّذِيْ أَحْيَانَا بَعْدَ مَا أَمَاتَنَا وَإِلَيْهِ النُّشُورُ

    *มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลเลาะห์ผู้ซึ่งให้เรามีชีวิตอยู่ หลังจากที่ให้เราตายไปแล้ว และเราทุกคนจะต้องกลับคืนสุ่พระองค์*


    ********************


    เมื่อตกใจตื่น

    أَعُوْذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التّامَّةِ مِنْ غَضْبِهِ وَشَرِّعِبَادِهِ وَمِنْ هَمَزَاتِ الشَّيَاطِيْنَ وَأَنْ يَحْضُرُوْن

    *ข้าพเจ้าขอการปกป้องคุ้มครองด้วยดำรัสที่สมบูรณ์ของอัลเลาะห์จากความกริ้วของพระองค์ จากความชั่วร้ายของบรรดาบ่าวของพระองค์ จากมายาการต่างๆของพวกชัยฏอน จากการที่พวกมันจะมาหาข้าพเจ้า**


    ********************



    ขอให้ฝันดี

    اللّهُمَّ أَنِّيْ أَسْألُُكَ رُؤْياًصَالِحَةٍ صَادِقَةً غَيْرَكَاذِبَةٍ نَافِعَةً غَيْرَ ضَارَّةٍ

    *โอ้อัลเลาะห์...ข้าพเจ้าขอวิงวอนต่อพระองค์ท่านได้โปรดให้ความฝันเป็นความฝันที่ดี ที่เป็นจริงไม่เป็นเท็จ และที่เป็นประโยชน์ไม่เป็นโทษ**


    ********************



    เมื่อฝันร้าย

    اللّهُمَّ إِنِّيْ أَعُوْذُبِكَ مِنَ الشَّيطَانِ وَسَيِّئاَتِ الأَحْلامِ

    *โอ้อัลเลาะห์...ข้าพเจ้าขอการปกป้องคุ้มครองด้วยพระองค์ท่านจากชัยฏอน และจากการฝันร้าย**


    ********************



    เมื่อสามีภรรยาจะร่วมหลับนอน

    بِسْمِ اللهِ، اللهُمَّ جَنِّبْنَا الشَّيْطَانَ وَجَنِّبِ الشَّيْطَانَ مَا رَزَقْتَنَا

    *ด้วยพระนามของอัลเลาะห์...โอ้อัลเลาะห์...โปรดให้พวกเราห่างไกลจากชัยฏอน และให้ชัยฏอนห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์จะประทานริสกีแก่พวกเรา**


    ********************